12 พ.ย. 2553

เสื้อแดงฟ้องศาลโลก


สํานักกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟ์ ในนามของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และบุคคลอื่น ได้จัดทำ รายงานเบื้องต้นของการกระทำที่อาจถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษย ชาติในราชอาณาจักรไทย

ยื่นต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ บอกเล่าเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเม.ย.2552 และพ.ค.2553 ก่อนจะยื่นเอกสารอีกฉบับยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในอีก 8 อาทิตย์ข้างหน้า
รายงานมีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 นำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลุ่มรัฐบาลผสมใหม่จัดตั้งขึ้นจากการร่วมมือของอดีตแกน นำสมาชิกพรรคพลัง ประชาชน นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ มีการประชุมหารือกันในวันที่ 6 ธ.ค. ที่บ้านของนายทหารคนหนึ่ง มีการล็อบบี้อย่างหนักโดยทหารและสมาชิกองคมนตรี

หลังขึ้นสู่อำนาจรัฐบาลพยายามปิดปากฝ่ายตรงข้าม โดยใช้ระบบกฎหมาย และคุกคามทางการเมือง ส่งผลให้คณะกรรมการปกป้องนักข่าวและนักข่าวไร้พรมแดนประณามรัฐบาล อภิสิทธิ์ อย่างรุนแรง รายงานที่เผยแพร่เมื่อต้นปี กลุ่ม Human Rights Watch ออกมากล่าวถึง “ความเสื่อมถอย” ของสิทธิมนุษยชนในไทย และผลการจัดอันดับความมีเสรีภาพของสื่อทั่วโลกโดยนักข่าวไร้พรมแดนในปี 2553 ได้จัดให้ไทยอยู่ในลำดับที่ 153 ซึ่งตกลงมาถึง 23 ลำดับ

รายงานเล่าถึงเหตุการณ์ปี 2552 ที่เริ่มจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พัทยา นำไปสู่การยกเลิกการประชุมผู้นำสุดยอดอาเซียน และทหารเข้าสลายกลุ่มเสื้อแดงที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ เช้าตรู่วันที่ 13 เม.ย.


มีการยิงพลเรือนที่ไม่มีอาวุธโดยใช้กระสุนจริงในความมืดก่อนรุ่งสาง ทำให้ผู้ชุมนุมกว่า 123 รายได้รับบาดเจ็บ

พยานให้การว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างน้อย 6 คนเสียชีวิตทันทีจากการสาดกระสุนยิง แต่ศพถูกลำเลียงขึ้นรถบรรทุกและขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว หลายวันต่อมาศพผู้ชุมนุมเสื้อแดง 2 ราย ลอยขึ้นอืดเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา สภาพศพถูกมัดและมีผ้าปิดปาก

การสังหารหมู่ปี 2553 ใช้วิธีการเดียวกันกับปี 2552 โดยใช้กระสุนจริงยิงกลุ่มผู้ชุมนุมและพลเรือนที่ปราศจากอาวุธ ในรายการ ลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค. กระทั่งบ่ายของ 10 เม.ย ทหารเริ่มต้นสลายผู้ชุมนุมบริเวณ สะพานผ่านฟ้า จากนั้นเป็นสี่แยกคอกวัว ทหารระดมยิงกระสุนยางจากปืนสั้น 12 เล็งตรงไปยังพลเรือน ขณะที่กองกำลังทหารอื่นๆ ระดมยิงกระสุนจริงจาก เอ็ม 16 และปืนไรเฟิลอัตโนมัติ จากหลักฐานเทปวิดีโอบันทึกชัดเจนว่าการใช้ เอ็ม 16 ปืนในโหมดอัตโนมัติกระสุนปืนจริงนั้นจะไม่มีการใช้อแดปเตอร์ และหลักฐานยังแสดงว่ามีการใช้กระสุนปืนจริง

เหตุการณ์รุนแรงขึ้นในเวลา 19.50 น. มีการปาระเบิดไปทางฝั่งของทหารบริเวณถนนดินสอ ทหารเสียชีวิตหลายนาย จากนั้นทหารที่เคยใช้ปืนไรเฟิลยิงข่มขู่ผู้ชุมนุม กลับยิงกระสุนปืนจริงนับพันใส่ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธและรวมตัวกันอยู่ รอบอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยทันที และจากนั้นทหารที่รวมกลุ่มกันที่ถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว กราดกระสุนนับพันนัดใส่ผู้ชุมนุม

รายงานอ้างพยานให้การถึงเหตุการณ์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเย็นวัน นั้น หลายคนไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ แต่ผู้ร้องทราบและมีข้อมูลสามารถเปิดเผยให้แก่อัยการได้หากมีกระบวนการคุ้ม ครองชีวิตและความปลอดภัยของพยานและครอบครัว

พยานปากที่ 14 เห็นเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้า ในวันที่ 10 เม.ย. เวลา 18.30 น. พยานเดินทางไปยังถนนตะนาว เห็นทหารยิงกระสุนจริงเข้าใส่กลุ่มคนเสื้อแดงโดยไม่เตือนล่วงหน้า คนที่ถูกยิงอย่างน้อย 1 ราย เลือดไหล และเห็นรูกระสุนบนกำแพงโดยรอบ ในระดับสายตาหรือต่ำกว่านั้น
พยานได้ยินเสียงปืนและชายคนหนึ่งถูกยิงที่ใบหน้า การ์ดเสื้อแดงใช้เชือกกั้นบริเวณที่ชายดังกล่าวล้มลง มีกองเลือดบนพื้น และเศษกระดาษที่ระบุชื่อและอายุชายคนดังกล่าว และเห็นกองเลือดอีกสองกองใกล้ๆ กัน มีเศษกระดาษที่ระบุว่าชายทั้งสองคนถูกยิงเสียชีวิตในบริเวณดังกล่าว

พยานปากที่ 16 พวกเขาถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา ขณะที่พยานกำลังใช้น้ำทำความสะอาดตาบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พยานถูกยิงที่ตาและเป็นเหตุให้สูญเสียดวงตา

พยานปากที่ 2 ระบุแก๊สน้ำตาถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ในเวลา 19.20 น. โดยปราศจากการเตือนล่วงหน้า ทหารเริ่มยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย

พยานปากที่ 5 เป็นนักข่าว ให้การว่า เวลา 19.00 น. วันที่ 10 เม.ย. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มทหารยิงปืน เอ็ม 16 ขึ้นฟ้า จึงบันทึกภาพไว้ เมื่อทหารขับรถออกไปเกิดเหตุระเบิดใกล้กับที่พยานยืนอยู่ คิดว่าเป็นระเบิดปิงปองจากกลุ่มทหารที่สนับสนุนพันธมิตร ขณะที่ขบวนรถทหารขับออกไป ชายเสื้อแดงถือกิ่งไม้วิ่งตะโกนมาตามถนนว่า “มันฆ่าพี่น้องเรา” รถขบวนทหารคันหลังซึ่งอยู่ห่างจากชายคนดังกล่าวราว 150 เมตร โดยไม่มีเสียงเตือนชายคนดังกล่าวถูกยิง 5 นัด จากทิศทางของรถขบวนทหาร

พยานปากที่ 17 ให้การว่าราว 19.00 น. มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงกว่าหนึ่งพันคนบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทหารเริ่มยิงปืนขึ้นฟ้า ขณะทหารถอยร่นไปยังบริเวณถนนดินสอได้ใช้กระสุนปืนจริงยิงใส่กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่มีอาวุธ ชายคนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะ สมองไหลออกมาจากหัวกะโหลก พยานบันทึกภาพไว้

จากนั้น เห็นทหารบาดเจ็บบริเวณถนนดินสอ และบันทึกวิดีโอที่กลุ่มคนเสื้อแดงพยายามปฐมพยาบาลให้ ขณะที่ทหารยังคงยิงปืนใส่พยานและคนเสื้อแดงที่กำลังปฐมพยาบาลทหาร คนเสื้อแดงที่ช่วยปฐมพยาบาลทหารถูกยิงที่เท้า ส่วนพยานถูกยิงเข้าที่ช่องท้อง

พยานปากที่ 15 เป็นอาสาพยาบาลและอยู่ในเหตุการณ์การยิงปะทะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ราว 60 เมตรทางทิศเหนืออนุสาวรีย์ฯ พยานเห็นคนเสื้อแดงปฐมพยาบาลทหาร ทหารยังคงยิงใส่ผู้ชุมนุม และเพิกเฉยต่อสัญลักษณ์กาชาดบนอุปกรณ์ปฐมพยาบาล และอาสาพยาบาลถูกยิงที่เท้า

เวลา 20.15 น. ข้าราชการผู้ใหญ่ได้ติดต่อกับผู้นำเสื้อแดงทางโทร ศัพท์มือถือ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดที่อาจเพิ่มมากขึ้น แกนนำเสื้อแดงตกลงอย่างรวดเร็ว ณ เวลานั้นมีเสื้อแดงเสียชีวิต 17 ศพ มีผู้บาด เจ็บกว่า 600 ราย

3 พ.ค. นายกฯ ประกาศแผนการปรองดองเพียงฝ่ายเดียว และรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในต้นเดือนพ.ย. คนเสื้อแดงยอบรับข้อเสนอแผนการปรองดองแต่ไม่ยอมสลายการชุมนุมเพราะต้องการ ความมั่นใจจากรัฐบาล

13 พ.ค. 1 วันหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกข้อเสนอให้มีการจัดการเลือกตั้งล่วง หน้า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกซุ่มยิงระหว่างให้สัมภาษณ์ บริเวณ สวนลุมพินี และเสียชีวิต 2-3 วันหลังจากนั้น กระสุนที่ปลิดชีวิตเสธ.แดง เป็นกระสุนจริงชนิดเดียวกันที่ทหารใช้ยิงผู้ชุมนุม

จากนั้นกองทัพพยายามเข้ายึดที่ชุมนุม มีการฆ่าหมู่เกิดขึ้นบริเวณที่ชุมนุม แยกราชประสงค์ ดินแดง และลุมพินี บางพื้นที่ เช่น ถนนราชประสงค์ ไปจนถึงทางทิศเหนือ และถนนพระราม 4 ไปจนถึงทางทิศใต้ เป็นเขตที่ทหารประกาศใช้ “กระสุนจริง”

นักข่าวช่างภาพ Nick Nostitz บันทึกว่า มีคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณดังกล่าวถูกยิงได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการ ยิงของฝ่ายทหารจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือเด็กผู้ชายอายุ 10 ขวบ ถูกยิงที่สถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน

นักข่าวยังตกเป็นเป้าสังหาร Nelson Rand นักข่าวชาวฝรั่งเศส อายุ 24 ปี ถูกยิงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ทางทิศใต้ของสวนลุมพินี ขณะที่ Fabio Polenghi ช่างภาพชาวอิตาลี เสียชีวิตจากการถูกยิงเข้าที่หน้าอกในวันที่ 19 พ.ค.

ที่น่าเลวร้ายที่สุดคือ ทหารได้กั้น “เรดโซน” กันไม่ให้อาสาพยาบาลเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ และยิงพวกเขาในขณะที่เข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ

คำให้การพยานถึงการสลายการชุมนุมระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค.

พยานปากที่ 18 (14 พ.ค.) เป็นคนเสื้อแดง เดินทางไปยังสวนลุมพินี เห็นทหารหลายคนอยู่นอกรั้วของ สวน เล็งปืนเข้าไปในสวน และทหารที่อยู่ในสวนถือปืนสั้น พยานถูกทหารถือปืนไรเฟิล M16 ที่มีลำกล้องส่อง ยิงที่ขาขวาด้านล่าง พยานขับรถหนีแต่ทหารยังคงยิงไล่ล่าราว 30-40 ครั้ง ขาและข้อเท้าขวาของพยานถูกยิงกระจุย

พยานปากที่ 19 (14 พ.ค.) เดินทางไปสวนลุมพินี เห็นทหาร 50-60 ราย ยืนเรียงแถวตามรั้วเล็งปืนไรเฟิลเข้าไปในสวน ทหารคนหนึ่งยิงพยานด้วยปืนสั้นโดนหัวไหล่ด้านซ้าย พยานวิ่งไปยังต้นไม้ ทหารยังคงยิงกระสุนสาดใส่หลายนัดสลับกับการยิงทีละนัด พยานถูกยิงเป็นครั้งที่สองด้วยกระสุนปืนไรเฟิล จึงโดดลงไปในสระน้ำ โผล่ขึ้นมาเห็นทหาร 3 นาย จึงโดดขึ้นจากสระวิ่งหนี และถูกยิงเป็นนัดที่ 3 กระสุนไรเฟิลเข้าที่น่องขาด้านซ้าย

หลังได้รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล พยานถูกส่งตัวไปยังเรือนจำและถูกล่ามโซ่ที่เตียงนอน ได้รับแจ้งว่าถูกจับกุมเนื่องจากละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พยานถูกล่ามโซ่ไว้ที่เตียงนอนตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นถูกคุมขังในห้องขังปกติและไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาทางอาญาอย่างเป็น ทางการ พยานถูกเรียกไปให้ปากคำที่สำนักงานอัยการ 2 ครั้ง แต่ถูกเลื่อนออกไป

พยานปากที่ 20 ให้การเห็นทหารใกล้ซอยงามดูพลีในวันที่ 14 พ.ค. ซ่อนตัวอยู่ใต้สะพานไทย-เบลเยียม พยานยิงธนูใส่ทหาร ทหารโต้กลับด้วยกระสุนจริง เห็นแม่ค้าอายุราว 50 ปีถูกยิงเสียชีวิต และชายหนุ่มอายุราว 30 ปีถูกยิงเข้าที่แก้ม และชายหนุ่มที่มีรอยสักคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่กระดูกสันหลัง

เห็นผู้ถูกยิงทั้งหมด 6 ราย 4 ใน 6 รายเสียชีวิต รวมถึงแม่ค้า และชายคนที่ถูกยิงขณะกำลังบันทึกภาพวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือ พยานและประชาชนอีกราว 30 คน เข้าไปหลบภัยในตรอกใกล้เวทีมวยลุมพินี ทั้งหมดถูกทหารใช้กำลังบังคับให้ออกจากบริเวณดังกล่าว นายทหารได้สั่งการและบังคับให้คนเหล่านั้นงอตัว เตะและตี ใช้ปืนที่ปลดล็อกแล้วเล็งใส่ด้วย

พยานปากที่ 12 (14 พ.ค.) พยานเป็นอาสาสมัครตำรวจในกรุงเทพฯ พยานและภรรยาถูกบังคับให้หยุดอยู่หน้าโรงแรมอินทรา ตรงบริเวณสะพานลอยข้ามถนนราชปรารภมีทหาร 8 นายเฝ้าอยู่ ยิงทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวในทุกทิศทาง หญิงสาวคนหนึ่งพยายามข้ามถนนจึงถูกยิงล้มลง เวลา 20.00 น. ทหารยิงใส่มอเตอร์ไซค์ 2 คัน จนล้มลงกับพื้น ไม่กี่นาทีได้เกิดเหตุระเบิดหน้าโรงแรมอินทรา
ก่อนระเบิดพยานเห็นแสงเลเซอร์แดงยิงสาดลงมาก่อนแสงเลเซอร์สีเขียวปรากฏ จากนั้นเกิดเสียงระเบิดทันที เมื่อเห็นแสงดังกล่าวอีกก็เกิดเหตุระเบิดครั้งที่สอง มีผู้บาดเจ็บ 3 คนรวมถึงพยาน ที่โดนสะเก็ดระเบิดมีแผลที่หลัง

พยานปากที่ 22 เล่าเหตุการณ์ที่ถนนราชปรารภ ระหว่างแยกดินแดงและซอยหลังสวน (14-15 พ.ค.) พยานเห็นเหตุการณ์จากระเบียงห้องพัก ทหารมีอาวุธครบมือเปิดฉากยิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ราว 18.00 น. ตอนแรกทหารใช้กระสุนยาง ตามด้วย กระสุนจริง โดยไม่แยกแยะว่าจะเป็นศีรษะหรือเท้า เหยื่อบางคนเป็นประชาชนที่มุงดูเหตุการณ์

รุ่งขึ้นราว 08.15 น. พยานเห็นประชาชนราว 15 คนเดินขบวนบนถนนถือธงชาติไทย ทันใดนั้นพวกเขาก็ถูกยิงด้วยปืนไรเฟิล (นาโต 223) โดยไม่เตือนล่วงหน้า พลเรือนสองคนถูกยิงเสียชีวิตทันที แต่ทหารยังคงสาดยิงกระสุนหลังจากนั้นราว 30 นาที และยังยิงคนที่พยายามเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บด้วย
พยานปากที่ 23 พยานเข้าร่วมการชุมนุมที่ดินแดง และในบริเวณที่ชุมนุม ประมาณวันที่ 18-19 พ.ค. พยานเห็นทหารยิงศีรษะของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพเก็บขยะขาย ซึ่งอาจเป็นความผิดพลาดเพราะหญิงดังกล่าวไม่ใช่ผู้ชุมนุม กลุ่มทหารดังกล่าวมีอายุน้อยและยิงใส่ทุกคนในบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์

19 พ.ค. วันมหาวิปโยคแห่งการฆ่าหมู่ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมากที่สุดใน ประวัติศาสตร์ไทย จำนวนผู้เสียชีวิตอาจจะมีมากกว่านี้มากมายหากแกนนำเสื้อแดงไม่ยอมมอบตัว
อีกหลายชั่วโมงหลังจากการสลายการชุมนุม มีประชาชนอีก 6 ราย ถูกสังหารในวัดปทุมวนาราม นักข่าวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุเล่าว่ามือปืนซุ่มยิงผู้ ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธที่อยู่ในวัดจากรางรถไฟฟ้า พยาบาล 3 ใน 4 รายสวมเครื่องแบบที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นอาสาพยาบาล เป็น 1 ในพลเรือนที่ถูกยิงเสียชีวิต

พยานปากที่ 6 และ 9 ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ วันที่ 19 พ.ค. ราว 16.00 น. และ 17.00 น. เห็นทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตรงทางเข้าวัด ส่วนเต็นท์พยาบาลภายในวัดมีสัญลักษณ์กาชาดชัดเจน เวลา 18.30 น. ทหารเริ่มยิงเข้าไปในเขตวัดโดยไม่มีคำเตือนล่วงหน้า

เต็นท์พยาบาลถูกยิงกราด มีอาสาพยาบาล 3 รายถูกยิงเสียชีวิต กมนเกด อัคฮาด, มงคล เข็มทอง และ อัครเดช แก้วขัน ซึ่งอัครเดช เสียชีวิตลงอย่างเจ็บปวดทรมาน ทหารยิงทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปขอความช่วยเหลือเบื้องต้นจากพยาบาลในเต็นท์

เวลา 19.00 น. กลุ่มทหารเข้าไปตะโกนด่าหยาบคายในวัด ในขณะที่พยานและคนอื่นช่วยกันลากศพไปไว้ในที่ปลอดภัย และทหารยังพยายามยิงพวกเขา ทหารหยุดยิงราว 20.00 น.

รายงาน ระบุ จากการสลายการชุมนุม รัฐบาลอภิสิทธิ์และกองทัพเพิกเฉยหลักการพื้นฐานของการควบคุมฝูงชน ซึ่งตรงข้ามกับ”มาตรฐานสากล” อย่างเช่น หลักการพื้นฐานของการใช้กำลังและอาวุธของคณะกรรมการบังคับใช้กฎหมายองค์การ สหประชาชาติ

การสลายการชุมนุมไม่มีความพยายามที่จะใช้ “อาวุธที่ไม่มีความรุนแรง” ไม่มีการใส่ใจ และสนใจว่าจะมีอันตรายต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นหรือไม่ หรือพยายามรักษาชีวิตของผู้อื่น

การตอบโต้ของทหารไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำตอบโต้ของคนเสื้อแดงที่เพื่อ แค่ เผายางรถยนต์ หรือจุดประทัด การทำร้ายอาสาพยาบาลแสดงให้เห็นถึงการไม่ “พยายามช่วยเหลืออาสา พยาบาล เพื่อบรรเทาจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บก่อนหน้านี้”

รายงานระบุ นอกจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลยังออกกฎระเบียบเพิ่มเติมที่ให้ขยายอำนาจพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ใน การจับกุมและคุมขังผู้ต้องสงสัย รวมไปถึงการเรียกตัวบุคคลมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ หรือให้หลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ชัดเจนว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ถูกบังคับใช้ในการจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เป็นการเอื้ออำนาจให้กับรัฐบาลในการทำลายอำนาจทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม การยืดพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป ยังเป็นการละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ เมือง (ICCPR)
เพื่อการพิจารณากระทำการสอบสวน ผู้ร้องได้ยื่นรายงานเบื้องต้นต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และประมาณ 8 อาทิตย์ จะยื่นเอกสารอีกฉบับเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในกรณีของศีลธรรมอันดี

รายงานระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีมาตรฐานที่ต่ำในการ”ดำเนินการสอบสวนที่เป็นอิสระ” การสอบสวนในอดีตถึงเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถึงการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 500 ราย ที่เกิดจากกองทัพเรือไทยผลักเรือของพวกเขาออกไปยังทะเลหลวง ทำให้เห็นว่าจะสามารถคาดหวังอะไรได้จากการสอบสวนของรัฐบาลถึงความรุนแรงใน เดือนเม.ย. และ พ.ค.2553
และแม้ว่ารัฐบาลมีโอกาสที่จะกระทำการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็น อิสระ แต่เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่ารัฐบาลไม่เต็มใจ หรือสามารถที่จะกระทำดังกล่าว

นอกจากจะล้มเหลวในการเริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างเป็น ธรรม และสมบูรณ์ รัฐบาลยังคงปฏิเสธให้แกนนำเสื้อแดงเข้าถึงหลักฐานผลชันสูตร เอกสาร และวิดีโอภาพและเสียงที่ใช้ประกอบการดำเนินคดี

แม้จะไม่มีข้อกำหนดให้ผู้ร้องต้องระบุรายชื่อของกลุ่มผู้กระทำผิด หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อันระบุในคำร้องนี้ในขั้นตอนการ ยื่นเอกสาร แต่ถือเป็นเรื่องอันเหมาะสมที่จะสรุปความรับผิดของกลุ่มผู้นำพลเรือนและนาย ทหารระดับสูงในรัฐบาลไทย

รายงานระบุว่า ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศอฉ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. และผู้บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ.
พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ อดีตรรท.ผบ.ตร. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานคณะที่ปรึกษาทบ.
พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ รองผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ.

9 พ.ย. 2553

วิสุทธิ์ทวงศักดิ์ศรีตำรวจและความยุติธรรม


ผ่าเกมดับเครื่องชนนักการเมือง
ชื่อชั้นของ “ผู้การวิสุทธิ์”หงอใครเสียที่ไหน
เมื่อจู่ๆถูกเด้งภาค9เข้ากรุแบบไม่สมเหตุสมผล จึงออกมาดับเครื่องชนนักการเมืองชุดใหญ่ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการเด้งครั้งนี้
ซึ่งสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังยุครัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่องของ 2 มาตรฐาน เรื่องของการเล่นพรรคเล่นพวก เรื่องของผลประโยชน์การเมือง และเรื่องของการล้วงลูกโผต่างๆ โดยเฉพาะโผตำรวจ
ถือเป็นเรื่องธรรมดา… ในยุคกระเบื้องเฟื่องฟูลอยเช่นนี้
มือยาวสาวได้สาว... ด้านได้อายอด... กลายเป็นมอตโต้ของกระสือการเมืองกลุ่มใหญ่ที่อาศัยใบบุญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกปฏิบัติการล่าเหยื่อกันสลอน
นายอภิสิทธิ์ พยายามที่จะสร้างภาพเป็น “มิสเตอร์คลีน” เลยกลายเป็นน้ำยาฟอกขาวให้กับบรรดาคนใกล้ตัว คนร่วมพรรค คนชอบเสนอหน้าทั้งหลาย ใช้เป็นโล่บังให้หากินได้สะดวกโยธินมากขึ้น
แต่ครั้งนี้การล้วงลูกโผตำรวจ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (รองผบช.ภ.9) เปิดแถลงข่าวเอิกเกริก “ฉะ โผตำรวจ นักการเมืองล้วงลูก”
เปิดโปงการแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) ถึงผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2553 ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพิ่งพิจารณาแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการโยกย้าย พล.ต.ต.วิสุทธิ์จากรอง ผบช.ภ.9 เป็นรอง ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.)
เป็นการออกมาต่อสู้ให้พี่น้องประชาชน ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ
“สาเหตุที่ย้ายครั้งนี้ก็คือ ผมไปอยู่ที่ บช.ภ.9 ดูแล จ.สงขลา ตรัง สตูล พัทลุง มีบ่อนการพนัน อบายมุขทุกอย่าง ยาเสพติด โปปั่น โต๊ะพนันบอล หวย หุ้น น้ำมันเถื่อน ของหนีภาษี ยาเสพติด โดยเฉพาะยาแก้ไอสี่คูณร้อย ที่เอาไปผสมกระท่อมทำยาเสพติด ผมจับไปแล้วเกือบแสน ผมไปอยู่พอจับกุมก็มีนักการเมืองมาเคลียร์แต่เคลียร์ผมไม่ได้ และส่วนมากคนที่ทำคือนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น ลิ่วล้อ หัวคะแนน ทำอย่างนี้ทั้งหมด เดือนหนึ่งหลายร้อยล้าน น้ำมันเถื่อนได้ส่วนต่างลิตรละ 8-10 บาท” พล.ต.ต.วิสุทธิ์ระบุ
และยังได้มีการย้ายตำรวจที่ละเลยจับกุมของผิดกฎหมายไปแล้ว 8 คน จาก 4 โรงพัก ที่ผ่านมาไม่เคยจับ พอไปจับสะเทือนทั้งวงการ เมื่อไปจับเรียกว่าทุบหม้อข้าวไม่ พอ ไปทุบโรงสีอีก รื้อโรงสี นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ถูกย้าย เพราะเป็นจระเข้ขวางคลอง ไม่ยอมนักการเมือง ลิ่วล้อนักการเมืองทำผลประโยชน์โดยมิชอบ ทุจริตกันทุกอย่างไม่ว่าเรื่องงบประมาณหรือเรื่องอะไรก็ตาม
สาเหตุสำคัญที่สุด เพราะไปทุบหม้อข้าวเลยเอาออก เพราะไปทำรายได้ของเถื่อนกว่า 100 ล้านต่อเดือน เหลือแค่ 20% รายได้หาย
ซึ่ง พล.ต.ต.วิสุทธิ์ บอกว่า เมื่อรู้ว่าจะต้องถูกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. มีการประสาน พล.ต.ท.วีรยุทธ์ สิทธิมาลิก ผบช.ภ.9 ให้ปล่อยตัวมาลอยๆ เสร็จแล้วก็ปล่อยข่าวว่าเอามาอยู่ บช.ก. เพื่อให้ดูดี โยนหินดูท่าที แต่ผู้ใหญ่หลายคนติดต่อมาบอกว่าโดนแน่ เพราะ ผบ.ตร.ให้ ผบช.กมค.(พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์) ทำหนังสือขอตัวมา
“คนรักผมมีเยอะ ตำรวจดีดีรักผมเยอะ ตำรวจชั่วๆ เกลียดผม ก็ไม่เป็นไร ตำรวจหลายคนส่งข่าวให้ไปวิ่งเต้น ผมบอกเลยไม่วิ่งเพราะไม่อยากเป็นขี้ข้า ไม่อยากมีบุญคุณ เพราะเมื่อมีแล้วต้องไปทดแทน จะเป็นอย่างไรช่างมัน แน่จริงก็แต่งตั้งมั่วๆ มา รัฐบาลสะเทือน”
พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ระบุด้วยว่า ตอนแรกคิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน ก.ตร.เอง เป็นคนตรง เป็นจอมหลักการ คงไม่ถูกย้าย รวมทั้งผบ.ตร.ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยออกรายการโทรทัศน์ปกป้อง แต่คิดผิด
ก่อนหน้านี้เคยบอก ผบ.ตร.ว่า ที่นักการเมืองแต่งตั้งให้เป็น ผบ.ตร.นั้น ถือเป็นหน้าที่ของนักการเมือง ไม่ต้องไปตอบแทน เพราะเป็น ผบ.ตร.ได้รับโปรดเกล้าฯจากพระเจ้าอยู่หัว ให้ตอบแทนประชาชน แผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดิน เตือนแบบนี้ไปแล้ว
“ตอนนี้นักการเมืองล้วงลูกทุกอย่างขนาดผู้อำนวยการโรงเรียนยังล้วงลูก”
ในครั้งนี้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่กำหนดตามกฎก.ตร.นั้น 33% ต้องให้คนอาวุโสเลื่อนขึ้น ให้ไปไล่ดูเลยกลุ่ม 33% ที่ไม่มีเส้นไปอยู่ในกรุ ยกตัวอย่าง พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รอง ผบก.ปราบปรามการค้ามนุษย์ เคยอยู่ทำงานใน บช.ก. จบนักเรียนนายร้อยตำรวจ จบปริญญาตรีและโท ด้านนิติศาสตร์ จบเนติบัณฑิต ได้แต่งตั้งขึ้นเอาไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เหมือนเข้ากรุ
“อย่างนี้เห็นว่าไม่ได้เอาคนที่ดี มีความรู้มาทำงานที่เหมาะสม เท่านั้นไม่พอบางคนคิดว่า ลูกพี่นายกฯเป็นคนดีธรรมะธัมโม ภาพเดินไปสวัสดี ไม่ใช่เลย อาศรมของท่านตั้งอยู่ใน บช.ภ.9 ซึ่งผู้บังคับการที่ไปเฝ้าบ้าน ไปเฝ้าอาศรมลูกพี่นายกฯคนนี้ เพิ่งครบ (หลักเกณฑ์แต่งตั้งเลื่อนขึ้น) 3 ปี ได้เป็นรอง ผบช.ภ.9 เท่านั้นไม่พอ ยังไปเอารอง ผบก.คนหนึ่งขึ้นมาสืบทอด ดูแลอาศรมต่อ มาเป็น ผบก.จว.นั้น แล้วอย่างนี้เรียกว่าล้วงลูกหรือไม่”
และอีกรายหนึ่ง ผบก.ภ.จว.สตูล (พล.ต.ต.ธเนศ วารายานนท์) อายุ 59 ปีแล้ว มีผลงานมากที่สุด จับยาเสพติดมาตลอด แต่ว่าถูกลูกพี่นายกฯเอามาเป็น ผบก.ศูนย์ฝึกอบรม บช.ภ.1 เก็บกรุ
คำถามที่ว่าเพราะอะไรหรือ??? ก็เพราะนายกฯคาดการณ์ผิดมาหลายเรื่อง การคาดการณ์ของนายกฯที่เป็นผู้บริหารประเทศ มีวิชั่นวิสัยทัศน์แค่นี้หรือ การย้ายพล.ต.ต.วิสุทธิ์เข้ากรุ นายกฯคาดการณ์ผิดจริงๆ เพราะตนคือคนของประชาชนและแผ่นดินเป็นของจริง
การคาดการณ์ผิดต่อเนื่องเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีวิสัยทัศน์
กรณี ผกก.สมเพียร (พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา) ที่มาร้องขอชีวิตต่อนายกฯ ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ปล่อยให้ไปทำงาน
“ผมว่าวิญญาณของ พล.ต.อ.สมเพียร ยังวนเวียน เพราะรอนายกฯตามไปขอโทษ ถามจริงๆ ใครก็ทราบว่าท่านนายกฯทำได้ทั้งนั้น ตอนที่มาร้องขอถ้านายกฯสนใจสั่ง ผบ.ตร.ออกคำสั่งมาช่วยราชการที่ไหน ไกลพื้นที่ก็ได้”
ดังนั้นจึงขอถามว่านายกฯ ผบ.ตร.และ ก.ตร.ทั้งคณะน้อมนำกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติหรือ ไม่ พระองค์ท่านมีกระแสรับสั่งว่าให้สนับสนุนคนดีมีอำนาจมาปกครองบ้านเมือง สกัดกั้นคนไม่ดีอย่าให้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง แต่นี่มาสกัดผมไม่ให้มีอำนาจไปดูแลทุกข์สุขของประชาชน อยากถามนายกฯ ผบ.ตร.และ ก.ตร.ทั้งหมดว่าจะไปตอบพระองค์ท่านว่าเช่นไร
พล.ต.ต.วิสุทธิ์กล่าวว่า กล้าเดิมพันให้ไปทำโพลในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ดูแล เอาเฉพาะ จ.สงขลา ไปถามเลยว่า พล.ต.ต.วิสุทธิ์เป็นตำรวจดีสมควร อยู่หรือไม่ หรือว่าเป็นคนไม่ดี ไม่สมควรอยู่ ถ้า 70% บอกว่าเป็นตำรวจดี สมควรอยู่จะว่าอย่างไร แต่ถ้าต่ำกว่านั้น จะลาออกจะไปกระโดดน้ำที่สะพานพระนั่งเกล้า แต่ถ้าคนสงขลาชอบตนสมควรอยู่ในพื้นที่เกิน 70% ทั้งนายกฯ และ ผบ.ตร.จะต้องมากราบตักตนงามๆ มาขอโทษแล้วบอกว่าย้ายผิดไป
ร้อนฉ่าถึงขนาดกล้าประกาศว่า
“ต่อไปนี้ผมจะมาแนวใหม่เมื่ออยู่ในกรุ จะดูแลงบฯลับของ ตร. การสั่งซื้อสั่งจ้างของตร. ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎกติกา และที่พูดวันนี้ใครอย่ามาสวน หากจะตอบโต้ต้องดูตัวเองก่อนว่าขาวบริสุทธิ์หรือไม่ และจะเอาลูกน้องไปถ่ายภาพหน้าบ้านว่า รับอะไรใครเท่าไหร่ เกิน 3,000 บาทหรือไม่ นี่คือ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ที่ต่อไปจะตรวจสอบการทำงานของ ตร.และรัฐบาล มั่วๆ แล้วตายแน่ ต่อไปข้าราชการไทยคนใดมีข้อมูลอะไรส่งมาให้ผม ติดต่อที่โทร.08-1834-6699 จะสืบต่อและจะจัดการฟ้องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.)”
จริงๆแล้วพล.ต.ต.วิสุทธิ์ อยากให้ข้อมูลกระจ่างกว่านี้ แต่ขี้เกียจไปประกันตัว ฉะนั้นอย่ามาฟ้องหมิ่นประมาท และอย่ามาตั้งกรรมการฯ จะทำตนให้ดูตัวเองก่อน ไม่เช่นนั้นจะรื้อประวัติตั้งแต่เกิดตั้งแต่รับราชการมาเลย หลังจากนี้จะไม่ฟ้องร้องต่อศาลแต่ถือว่าได้ฟ้องร้องประชาชนแล้ว โดยไม่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการแต่งตั้งครั้งนี้
“บอร์ดกลั่นกรองทำอะไรไม่ได้เลย ทุกรายชื่อ ตร.ส่งมาหมดแล้ว มีบัญชีมาแล้ว ออกความเห็นไม่ได้เป็นแค่พิธีการเท่านั้น ถ้าคิดอะไรมากหัวหน้าหน่วยไปด้วย แต่งตั้งระดับ พ.ต.ต.-พ.ต.อ.ที่ผ่านมา ก็มีแต่ตั๋วส่งมาจน ผบช.ภ.9 บอกว่า ไม่อยากกลั่นกรองเลยตั๋วทั้งนั้น”
ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นเพราะเสียผลประโยชน์หรือไม่จึงโวยวาย ยืนยันได้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร แค่อยากบอกว่านักการเมืองรังแกข้าราชการ ต่อไปคนดีหมดขวัญกำลังใจทำงาน ผลตกกับประชาชน
ต่อไปนักการเมืองยึดผู้ว่าราชการจังหวัด ยึด ผบก. ยึด ผกก.ได้ การเลือกตั้งก็สบายได้เปรียบคู่แข่งการเลือกตั้ง ซื้อเสียงก็ไม่มีใครจับ จับแต่ฝ่ายตรงข้าม
งามไส้ไปตามๆกัน
แน่นอนอาจจะมีการแก้เกี้ยวทำนองว่า นี่คือลีลาของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ที่มักจะใช้สไตล์ดุเด็ดเผ็ดมันมาตลอด
แต่หากมองให้ลึกในคราวนี้ นี่คือการออกมาชนกับนักการเมือง นี่คือการออกมาชนกับผู้มีตำแหน่งหน้าที่หัวโขนทางการเมืองตรงๆ ซึ่งถามว่า เสี่ยงแค่ไหนกับอนาคตการงานในการรับราชการ หากนักการเมืองเหล่านี้ยังสามารถที่จะอยู่ได้ เพราะลูกพี่ได้รับ “ตั๋วพิเศษ”ให้อยู่ต่อไปอีกระยะ
บรรดาคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์ที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำ หูร้อนฉ่า คงไม่มีทางที่จะให้อภัยกับถ้อยคำกร้าวๆ แฉแหลกของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์แน่
ดังนั้นมองกันให้ลึกๆ คนที่ยังมีอายุราชการ แต่กล้าออกมาแฉเหมือนคนที่ใกล้เกษียณเร็วๆนี้ จึงไม่ต้องเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ อีกต่อไปแล้ว
น่าจะสะท้อนชัดเจนว่าข้อมูลที่ว่ามีนักการเมืองมาล้วงโผ มีธุรกิจมืดของนักการเมืองในพื้นที่ จะต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน
และถ้าข้อมูลไม่สร้างผลกระทบ ไม่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับธุรกิจการเมืองจริงๆ คงไม่เกิดภาพจับมือกันออกมากระหน่ำใส่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เช่นนี้ โดยเฉพาะการที่ใช้คารมเสียดสีไปถึงเรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องซึ่งไม่ได้ เป็นประโยชน์ต่อสังคมใดๆเลยนั้น
สะท้อนภาพชัดว่าสไตล์เช่นนี้ของนักการเมือง สังคมไทยควรที่จะยอมรับหรือไม่???
ถ้ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมคงไม่มีใครว่า
ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นน่าคิดว่า จริงๆแล้ว ฝ่ายใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายสูญเสียผลประโยชน์
ยิ่งหากดูความวุ่นวายเกี่ยวกับโผตำรวจในยุคนี้ จะเห็นว่ามีมาตลอด และมีตัวละครทางการเมืองที่เกี่ยวข้องซ้ำๆอยู่ตลอดเช่นกัน
ตอนที่เกิดเหตุกรณีพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา หรือ “จ่าเพียรขาเหล็ก” คิดว่านักการเมืองที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายของโผตำรวจ จะรู้สึกละอายต่อบาปกรรมบ้าง จะเพลาๆมือลงบ้าง กลับกลายเป็นไม่ใช่เลย
เรื่องของพล.ต.อ.สมเพียรยังไม่จางไปจากความทรงจำของสังคม ก็มามีเรื่องของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ขึ้นมาอีกแล้ว
แถมตัวการล้วงโผ และสั่งโยก พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ก็ดูจะเป็นคนๆ เดียวกันกับที่เคยใช้บารมีกีดกัน พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นั่นเอง... อะไรจะอย่างหนาปานนี้
แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาแก้เกี้ยวในเรื่องนี้ว่า “ไม่ทราบ การเมืองที่ไหน”
ถ้า พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ระบุว่าเป็นนักการเมืองภาคใต้ ก็ขอให้เอาข้อเท็จจริงมา... โดยลืมไปว่า จนป่านนี้กรณีย้ายสลับ พล.ต.อ.สมเพียร ซึ่งอุตส่าห์มาขอชีวิตกับนายอภิสิทธิ์โดยตรงนั้น ยังไม่มีความกระจ่างออกมาให้สังคมได้รับรู้ความจริงเลยว่า เป้นฝีมือใคร
แล้วแบบนี้ใครยังจะเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ได้อยู่อีก
เพราะต้องไม่ลืมว่า ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในรัฐบาลปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยเสียงครหาในเรื่อง 2 มาตรฐานจนอื้ออึงไปหมดนั้น แทนที่รัฐบาลจะพยายามทำให้เห็นว่าระบบยุติธรรมยังสามารถพึ่งพาได้ ยังสามารถเชื่อมั่นได้
กลับปล่อยให้เกิดเหตุทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในฝ่ายตุลาการ ในฝ่ายอัยการ และในฝ่ายตำรวจ
ในสายธารระบบยุติธรรมนั้น ตำรวจถือเป็นต้นธารของระบบยุติธรรม ในฐานะของพนักงานสอบสวน จากนั้นจึงไปสู่ระบบอัยการซึ่งเป้นระบบยุติธรรมในส่วนกลาง สุดท้ายปลายทางกระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นชั้นศาล
แต่เมื่อระบบตำรวจเจอความอยุติธรรมเสียเอง เจอการล้วงลูกจัดโผโดยนักการเมือง แล้วแบบนี้ประชาชนจะหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร???
ลำพังแค่ในสังคม หากชุมชนใด ตำรวจรู้เห็นเป็นใจกับนักเลง กับผู้มีอิทธิพล ชาวบ้านก็ซวยสาหัสแล้ว
แต่ถ้าประเทศใด ตำรวจกลายเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง ประเทศนั้นก็พัง
ดังนั้นบางกอก ทูเดย์ มองว่าการต่อสู้ของ พล.ต.ต.วิสิทธิ์ วานิชบุตร ในครั้งนี้ ไม่ควรจะมองว่าเป็นการต่อสู้เพื่อตนเอง แต่สังคมจะต้องมองว่านี่คือการต่อสู้เพื่อสังคม เป็นการทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศจะได้ต้นธารแห่งระบบยุติธรรม ที่มีความยุติธรรมจริงๆ ไม่ถูกกดปุ่มโดยนักการเมือง
ขณะเดียวกันแม้แต่ตำรวจทั้งประเทศ ที่เอือมระอากับพฤติกรรมนักการเมืองบางคนบางกลุ่มที่ล้วงลูกโผตำรวจจนล่ำซำ ก็ควรที่จะช่วยกันทวงคืนศักดิ์ศรีของตำรวจทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่นเดียวกับที่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ทำ หรืออย่างน้อยก็ควรจะสนับสนุนข้อมูลของ พล.ต.ต.ตรีวิสุทธิ์
อยากรู้เหมือนกันว่า ที่นายอภิสิทธิ์ บอกว่าหากมีข้อมูลว่านักการเมืองทำไม่ดีก็เอามา โดยเฉพาะนักการเมืองภาคใต้นั้น หากตำรวจทั้งประเทศช่วยกันขุดคุ้ยข้อมูลออกมาตีแผ่ ดูซิว่านายอภิสิทธิ์จะทำหน้าอย่างไร
จะกล้าฟันนักการเมืองเหล่านั้นจริงๆหรือไม่?
และพรรคประชาธิปัตย์จะสะดุ้งโหยงกันสักขนาดไหน!!!

30 ต.ค. 2553

รอวันล้างตา

โดย สลับฉาก

ความโหดเหี้ยม การใส่ร้ายป้ายสี ความอยุติธรรม    ไปกระทำกับใครก็ไม่มีใครชอบ   แม้ตัวเราถ้าได้รับการกระทำแบบนั้นก็ไม่ชอบเช่นกัน    ยิ่งถ้าคนที่ถูกกระทำไม่มีทางสู้  ความอึดอัดเป็นความกดดันทำให้เกิดเพลิงแค้นอยู่ในใจ   จะฝังใจผูกพยาบาดไปจนตาย   รอจังหวะและโอกาศที่จะเอาคืนนี่เป็นธรรมชาติ

การปรองดองของรัฐบาลจะแก้ได้อย่างไร   ถ้าไม่กลับคืนความยุติธรรม และชดเชยความเสียหายให้กับเขาเหล่านั้น   รัฐบาลไม่เคยใส่ใจกับผู้เสียชีวิตร่วมร้อยและบาดเจ็บเกินสองพัน   ยิ่งการทำงานของรัฐบาลก็ไร้ประสิทธิภาพไม่เข้าตาประชาชน   เท่ากับไปซ้ำเติมทำให้การปรองดองไม่มีทางเป็นไปได้   รัฐบาลน่าจะรู้ดี   แกนนำรัฐบาลถึงไม่เป็นผู้ปรองดองเอง   ให้คนนั้นคนนี้ไปทำแทน   บอกตามตรงว่าเสียดายเงินภาษีอากรของประชาชน   ที่ถูกจัดเป็นงบประมาณบางส่วนให้กับเรื่องนี้

กรรมนะมีจริง   คนชั่วไม่ว่าจะเป็นผู้สั่งการ ผู้กระทำ และผู้สนับสนุน    จะต้องได้รับกรรมชั่วไม่ช้าก็เร็ว   ไม่ว่ากรรมชั่วนั้นจะมาในรูปกฎหมายหรือผลแห่งกรรมในอนาคต   ถึงเวลานั้นคุณจะรู้ว่าความทุกข์นั้นเป็นอย่างไร   แต่ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนทำชั่วนั้นเขาจะรู้ตัวหรือเปล่า   สำหรับคนประเภทนี้น่าอนาถใจจริงๆครับพ่อแม่พี่น้อง

20 พ.ค. 2553

จับประชาธิปไตยถ่วงน้ำ




โดย...สลับฉาก

20 พ.ค.53


ปฏิบัติการจับประชาธิปไตยถ่วงน้ำภายใต้เพลิงแค้นของมวลประชา    เริ่ม..ตั้งแต่ตี 4   จนสลายการชุมนุมได้เรียบร้อยในเวลาบ่าย 2 โมง     เป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของรัฐบาลชุดนี้ในชัยชนะผู้ก่อการร้ายมือเปล่า    
สิ่งที่เกิดขึ้นทันที หลังชัยชนะของรัฐบาลก็คือ  จลาจลที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพ และลุกลามไปสู่ต่างจังหวัด    เมื่อมวลชนคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นความรุนแรง    ราวกับคลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นหลังอาฟเตอร์ช็อก     และที่ไม่ไช่คนเสื้อแดงถือโอกาสปล้นสะดม 
    
เพียงหนึ่งวันมีการวางเพลิง ทั่วกรุงเทพ 30 กว่าจุด   เช่น   1.  สยามพารากอน    2.สยามสแควร์   3.ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด    4. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย     5.  อาคารแห่งหนึ่งย่านบ่อนไก่    6-7. ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย สาขาอโศก   8-9.  สำนักงาน ป.ป.ส.และร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น        10-11.ธนาคารกรุงเทพและสาขาธนาคารออมสิน สาขาดินแดง     12. อาคารมาลีนนท์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 3    13-14.ธนาคารกรุงเทพ และห้างโลตัส พระรามสี่     15. การไฟฟ้านครหลวง สาขาคลองเตย      16.ธนาคารกรุงเทพ สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ   17.ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานเหลือง    18.ห้างเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ    19. ธนาคารกสิกรไทย พระราม 4   เป็นต้น

ไฟแห่งความแค้นได้ปะทุไปในหลายจังหวัด   มีการเผาศาลากลางจังหวัดใน 3-4 จังหวัดภาคอีสาน เช่น อุดรธานี อุบลราชธานี และขอนแก่น  เป็นต้น
เหตุรุนแรงในขอนแก่น   รุนแรงขนาดบุกจะเผาบ้านนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคภูมิใจไทย  และมีการบุกเข้าไปจะวางเพลิงสถานีไทรทัศน์เอ็นบีที
"กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินความเสียหายขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท  แต่นี่เป็นเพียงความเสียหาย"วันแรก"เท่านั้น

"ข่าวร้าย"ปลิวว่อนไปทั่วโลก   บรรยากาศในกรุงเทพ เสมือนฉาก " เสียกรุง"  ควันไฟทมึนดำไปทั่วท้องฟ้า     สื่อต่างชาติ  วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในวันล้อมปราบว่า วันที่น่ากลัวที่สุด ยังมาไม่ถึง !!!!

ปฏิบัติการเพียงวันเดียวมีคนตายเพิ่ม 14 ศพ รวมกับ 7 วันที่แล้วก็เท่ากับ 50 ศพ ไม่นับบาดเจ็บอีก เกือบ 400 คน และตัวเลขความสูญเสียกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ
 
แล้วที่สุด เมื่อรัฐบาลควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่  จึงได้มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถานในกรุงเทพฯ และอีก 23 จังหวัดในภาคกลาง เหนือ และอีสาน  ที่มีประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้แล้ว ตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น.   ผู้คนต่างสับสนโกลาหลในการกลับบ้านเพราะถนนบางเส้นเกือบ2 ทุ่มรถยังติดอยู่     วันรุ่งขึ้น(20พ.ค.53)รัฐบาลก็ประกาศเคอร์ฟิวต่ออีก 3 วันแต่เปลี่ยนเวลาเป็น 21.00-05.00 น.   สถานการณ์ยังไม่รู้จะหยุดอยู่แค่นี้หรือจะกระจายต่อเหมือน"ไฟลามทุ่ง"

สงครามยังไม่จบ   สุรชัย และจักรภพ กำลังจับมือกับแกนนำอื่นๆ    เพื่อสางเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงต่อไป    และกล่าวว่าหมดยุคที่จะใช้การปฏิรูป แต่ต้องใช้การปฏิว้ติประชาธิปไตยแทน    และจะรับไม้เป็นแกนนำรุ่นต่อไป

18 พ.ค. 2553

สดุดีวีรชนขุนพลเสธ.แดง


โดย...สลับฉาก

18 พ.ค.53

นับเป็นความสูญเสียบุคคลากรอันมีค่าอีกท่านหนึ่งของประเทศไทย เพราะความรู้ความสามารถกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ในคนคนหนึ่งนั้นต้องใช้ ทรัพย์สินเวลาและสติปัญญา   ถ้ามาเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจึงเป็นความสูญเสีย   โดยเฉพาะอย่างงยิ่งหากเป็นคนดีด้วยแล้วก็นับได้ว่าเป็นความสูญเสียของประเทศ ได้เลยทีเดียว

เสธ.แดง หรือพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีคุณสมบัติทั้งมีความรู้ความสามารถและเป็นคนดี   การสูญเสียท่านผู้นี้จึงถือว่าประเทศสูญเสียบุคคลากรอันมีค่าคนหนึ่ง   ขอให้คนเลวที่เป็นผู้ยิงและคนสั่งยิงได้รับผลกรรมที่ทำไว้โดยพลัน
ประวัติเสธ.แดง

พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นชาวอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2494 เป็นบุตรชายคนสุดท้องของ ร.อ.สนิท สวัสดิผล และนางสอิ้ง สวัสดิผล จากจำนวนพี่น้อง 4 คนซึ่งเป็นหญิง 3 คนและชาย 1 คน
จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนศรีวิกรม์

การศึกษาด้านการทหาร จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11, โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 63

ได้เรียนต่อปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาปี 2528 ปริญญาโท คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำเร็จการศึกษาปี 2539 ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม สำเร็จการศึกษาปี 2545 ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง สำเร็จการศึกษาปี 2547 และจบปริญญาเอก สาขาบริหารรัฐกิจ University of Northern Philippines สำเร็จการศึกษาปี 2551

การศึกษาเพิ่มเติม

1. หลักสูตรจู่โจม รุ่นที่ 36 ปี 2516
2. หลักสูตรกระโดดร่ม รุ่นที่ 84 ปี 2517
3. หลักสูตรสงครามนอกแบบ รุ่นที่ 8 ปี 2521
4. หลักสูตรคอมพิวเตอร์ รร.นายร้อย จปร. รุ่นที่ 1 ปี 2527
5. ครุศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2528
( คำสั่ง ยก. ที่ 2158 ลง 31 ม.ค. 28 )
6. หลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 63 ปี 2528
7. หลักสูตรข่าวลับ รุ่นที่ 26 ปี 2530
8. หลักสูตรภาษาอังกฤษ ยศ.ทบ. รุ่นที่ 2 ปี 2532
9. หลักสูตรภาษาอังกฤษ ยศ.ทบ. รุ่นที่ 3 ปี 2534
10. หลักสูตรคอมพิวเตอร์ สส.ทบ. รุ่นที่ 1 ปี 2535
11. ปริญญาโท คณะพัฒนาสังคม ( นิด้า ) รุ่นที่ 1 ปี 2539
( คำสั่ง ทบ. ที่ 797/2535 ลง 24 ส.ค. 35)
12. นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปี 2545
( คำสั่ง ทบ. ที่ 368/2543 ลง 10 ก.ค. 43)
13. เศรษฐศาสตรบัณฑิต (ภาคพิเศษ รุ่นที่ 3) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2547
( คำสั่ง กห. ที่ 0461/0400 ลง 21 ม.ค. 46 )
14. ดุษฎีบัณฑิตทางรัฐประศาสนศาสตร์ (DPA) University of North Philippines ปี 2550

รับราชการ

พล.ต.ขัตติยะ เข้ารับราชการครั้งแรกในกองพันทหารราบที่ 4 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี และเติบโตมาในสายทหารม้า เคยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษ ประจำกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2543 เคยเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในช่วงปี 2529 เป็นนายทหารติดตามของ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเคยเป็นนายทหารคนสนิทของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

ตำแหน่งปกติ

1. ผบ.มว.ร้อย ม.ยานเกราะ ผส.5 ร.พัน4 ( ร.ต.-15 พ.ค.16 ) ( ผู้บังคับหมวดกองร้อยทหารม้ายานเกราะ กรมผสมที่ 5 กองพันทหารราบที่ 4 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี )
2. ผบ.มว.ลว.ม.พัน 3 รอ. ( ร.ท.-27 พ.ย.18) ( ผู้บังคับหมวดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวน กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ )
3. ฝอ.3 ร้อยฝึก ม.พัน 3 รอ. ( ร.อ.-1 ธ.ค.21) ( นายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึกกองร้อยฝึก ) กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ)
4. ผช.ฝอ.3 ม.พัน 3 ร.อ. ( ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก) กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ)
5. ผบ. ร้อย ลว.ม.พัน 3 รอ. ( ผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวน กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ)
6. ผบ.ร้อยฝึก ม.พัน 3 ร.อ. (พ.ต.-21 ธ.ค.25) (ผู้บังคับกองร้อยฝึก กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ)
7. ฝอ.3 ม.1 รอ. ( นายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ฯ กรุงเทพฯ )
8. อจ.ส่วนวิชาการทหาร รร.จปร. (พ.ท. -12 ต.ค.29)
( อาจารย์ส่วนวิชาการทหารอ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก
9. นายทหารวิจัยและพัฒนาการรบ สบส.
( นายทหารวิจัยและพัฒนาการรบ สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง กรุงเทพฯ )
10. เสธ.ม.4 รอ.
( นายทหารฝ่ายเสนาธิการ กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ฯ จ.สระบุรี )
11. ผบ.พัน 30 พล.ร. 2 รอ.
( ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 30 กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี)
12. เสธ. จทบ.สบ. (พ.อ.-19 ธ.ค.33)
( นายทหารฝ่ายเสนาธิการจังหวัดทหารบกสระบุรี )
13. ประจำ ศม.
( ประจำศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี )
14. ทส.รมช.กห. (พ.อ.(พิเศษ) 1 ก.พ. 37)
( นายทหารคนสนิท รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม)
15. ประจำ บก.ทบ.
( ประจำกองบัญชาการกองทัพบก )
16. ผชก. บก. ทหารสูงสุด (พล.ต.-1 ต.ค.41 )
( ผู้ชำนาญการกองบัญชาการทหารสูงสุด )
17. ผทค.ทบ. ( ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก )
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล สมรสกับ นาวาเอก (พิเศษ) หญิง จันทรา สวัสดิผล (เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง) มีบุตรสาวด้วยกันทั้งหมด 1 คน ชื่อ นางสาวขัตติยา สวัสดิผล (ชื่อเล่น: เดียร์) ปัจจุบันทำงานเป็นทนายความในสำนักกฎหมายเอกชน
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีเว็บไซต์ของตนเอง ที่วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างดุเดือด โดยบุคคลที่ชื่นชอบจะเรียกชื่อ พล.ต.ขัตติยะ อย่างเคารพว่า "อาแดง"

บทบาททางการเมือง

ทางการเมืองในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 พล.ต.ขัตติยะ ก็ได้แสดงบทบาทของตนเองออกมา ในตอนแรกได้วิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายต่อหลายครั้งเรื่องปัญหาการฆ่าตัดตอนในสงครามกวาล้างยาเสพติด ซึ่งทำให้เกิดปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และการปล้นปืนขึ้น ซึ่งพล.ต.ขัตติยะเห็นว่าไม่ถูกต้อง ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. 2551 การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ขัตติยะก็ได้ไปปรากฏตัว ณ ที่ชุมนุมด้วยโดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าเช้ามาสังเกตการณ์ แต่ต่อมาไม่นาน พล.ต.ขัตติยะก็ได้เปลี่ยนท่าทีใหม่โดยสิ้นเชิง ได้แสดงท่าทีและวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำประเด็นเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นทางการเมือง ทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรได้วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกนิ่งเฉยในประเด็นเขาพระวิหาร โดยพล.ต.ขัตติยะ ในช่วงแรกได้ออกมาปกป้องทั้งในเรื่องประเด็นทุจริตรถเกราะยูเครน 8 ล้อ และประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งพล.ต.ขัตติยะออกมาโต้แทนว่า พล.อ.อนุพงษ์ ท่านหน่อมแน้ม จึงโดนตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ซึ่งผลการสอบไม่มีความผิดแต่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ผู้บังคับบัญชา ในเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง
พล.ต.ขัตติยะได้วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะ ศอฉ. อีกครั้งว่าปล่อยให้พันธมิตรยึดสนามบินไม่ยอมนำกำลังออกมาช่วยรัฐบาลตามที่ มีคำสั่งจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในการปราบปรามกลุ่มพันธมิตร นอกจากนี้ยังนำผู้นำเหล่าทัพไปให้สัมภาษณ์ช่อง 3 ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ บอกให้ นาย สมชาย วงษ์สวัสดิ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยหลังจากจุดๆนี้เป็นต้นไป พล.ต.ขัตติยะได้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกลุ่มพันธมิตรและพล.อ.อนุพงษ์ จนกระทั่งถูกคำสั่งพักราชการในเดือนมกราคม 2553 ในข้อหาวิพากษ์วิจารณ์ผู้บังคับบัญชา ซึ่ง พล.ต.ขัตติยะ ไม่ยอมรับ โดยอ้างว่ากองทัพไม่มีอำนาจในการสั่งพักราชการตน เนื่องจากตนเป็นถึงนายทหารระดับนายพล
ต่อมา พล.ต.ขัตติยะก็ได้ประกาศตัวว่าเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ และตระเวนไปปราศรัยที่เวทีคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และประกาศตัวว่าถ้าสามเกลอพลาดจะขึ้นเป็นแกนนำแทนด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ต่อมา ได้ทำให้นายทหารระดับสูงในหลายส่วนของกองทัพบกได้ออกมาวิจารณ์การกระทำของ พล.ต.ขัตติยะ ถึงความเหมาะสมรวมทั้งได้แสดงออกถึงการร่วมใจปกป้องศักดิ์ศรีของกองทัพด้วย
ในทางการเมือง พล.ต.ขัตติยะ ได้มีแนวคิดจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ในชื่อ พรรคเสธ.แดง เพื่อลงเลือกตั้งในปลายปี 2550 โดยมีจุดมุ่งหมายคือ แยกอำนาจสอบสวนออกจากตำรวจและตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาดูแลแทน โดยตำรวจมีหน้าที่จับกุมและส่งตัวมาให้หน่วยงานสอบสวน แต่ไม่ได้รับการรับรองให้จดทะเบียนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยนางสดศรี สัตยะรรม ให้เหตุผลว่าเป็นชื่อบุคคลไม่สามารถนำมาตั้งชื่อพรรคได้ โดยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยเรื่องชื่อพรรคนี้เรื่องค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ 2 ปีเต็มไม่มีความคืบหน้า เพราะมีเรื่องเร่งด่วนรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอีกหลายเรื่อง จึงขอถอนเรื่องออกมาและมาจัดตั้งใหม่ ในนามว่า พรรคขัตติยะธรรม ซึ่งแปลว่า ธรรมของพระราชา

ราชการสนาม

1. หน.ชปศ.512 ศปศ.51
( หัวหน้าชุดปฎิบัติการพิเศษที่ 512 ศูนย์ปฎิบัติการพิเศษที่ 51 กองทัพภาคที่ 4 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.
ปัตตานี)
คำสั่ง ทบ. ที่ 8/5218 ลง 28 มี.ค.18
2. ผบ.มว.ม.พัน 111 พล.ม.สน.
( ผู้บังคับหมวดทหารม้า กองพันทหารม้าที่ 111 กองพลทหารม้าส่วนหน้า กองทัพภาคที่ 3 จ.น่าน)
คำสั่ง ทภ. 3 สน. ที่ 253/2519 ลง 24 ก.ย.19
3. ผบ. ร้อย ลว.พัน ม. ฉก. พล.ม.2
( ผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวน กองพันทหารม้าเฉพาะกิจ กองพลทหารม้าที่ 2 กองทัพภาคที่ 1 จ.ปราจีนบุรี)
คำสั่ง ทบ. ที่ 466/2525 ลง 29 ก.ย.25
4. หน.ชปศ.นฉก.923 ศปก.ทบ.309
( หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ หน่วยเฉพาะกิจที่ 923 ศูนย์ปฎิบัติการกองทัพบก 309 จ.อุดรธานี)
คำสั่ง ทบ. ที่ 754/30 ลง 14 เม.ย. 31
5. จนท. ติดต่อ สง.ผอ.ศปส. 114 กอ.รมน.
( เจ้าหน้าที่ติดต่อ สำนักงานผู้อำนวยการศูนย์ประสานงาน 114 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน)
คำสั่ง กห. ที่ 0401/27653 ลง 28 พ.ย. 38
6. ชรก. สน. รอง ผอ.รมน.
( ช่วยราชการสำนักงานรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน)
คำสั่ง กห. ที่ 0401/1649 ลง 2 กค. 44
7. ชรก. ปษ.ทบ.
( ช่วยราชการคณะที่ปรึกษากองทัพบก)
คำสั่ง กห. ที่ 0401/3091 ลง 21 ตค. 45

ราชการพิเศษ ( การเมือง )

1. ช่วยราชการ สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
( พล.ต. สมบัติ รอดโพธิ์ทอง รมช. กระทรวงกลาโหม )
คำสั่ง กห. ( เฉพาะ ) ที่ 77/2536 ลง 22 กค. 36
2. ช่วยราชการ สำนักงานนายกรัฐมนตรี
( พล. อ. อาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี )
คำสั่ง นร. ที่ 0101/25138 ลง 27 ธค. 37
3. ช่วยราชการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
( ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานฯ )
คำสั่ง กห. (เฉพาะ) ที่ 10/41 ลง 27 ม.ค. 41
4. ช่วยราชการสำนักงานนายกรัฐมนตรี
( ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี )
คำสั่ง กห. ที่ 83/42 ลง 28 มิ.ย. 42
5. นักวิชาการ คณะกรรมาธิการ
ติดตามผลการปฎิบัติตามมติของสภาผู้แทนราษฎร
คำสั่ง กห. ที่ 0401/94 ลง 5 มี.ค. 41
6. กรรมการอำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์
กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
คำสั่งกระทรวงแรงงานฯ ที่ 83/2541 ลง 30 เม.ย. 41
7. กรรมการบริหาร สหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ
( พล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ประธานสหพันธ์มวยไทยฯ )
คำสั่งสหพันธ์ฯ ที่ 001/2541 ลง 16 มิ.ย. 41
8. ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร
คำสั่ง กห. ที่ 0401/2617 ลง ก.ย. 44
9. ทปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร
10. ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการศาสนา สภาผู้แทนราษฎร
11. ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ( ชั้นสายสะพาย )

1. ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก
ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 113 ตอนที่ 25 ลง 25 ธ.ค. 39
2. ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
ลง 5 ธ.ค. 42

เหตุการณ์ลอบสังหาร


พล.ต.ขัตติยะได้ถูกลอบยิงระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่าง ประเทศ ในฐานะหัวหน้าการ์ดของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่สวนลุมพินี บริเวณแยกศาลาแดง เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. ของวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกกระสุนเข้าที่ศีรษะด้านขวาทะลุท้ายทอย กลุ่มคนเสื้อแดงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว และได้ย้ายไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลใน กลางดึกของวันเดียวกัน โดยทางแพทย์ผู้ให้การรักษาได้ให้เหตุผลว่าทางวชิรพยาบาลมีอุปกรณ์ทางการ แพทย์ที่เพียบพร้อมกว่า อาการของ พล.ต. ขัตติยะ อยู่ในสภาพทรงตัวมาตลอดจนกระทั่ง พล.ต. ขัตติยะ เสียชีวิตด้วยภาวะไตวายเฉียบพลันเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09.20 น.

ขอดวงวิญญาณของท่านจงจุติ ณ สรวงสวรรค์ ภาระกิจที่คั่งค้างคงเป็นหน้าที่ของเหล่านักรบไร้สังกัดจะดำเนินต่อไป

10 พ.ค. 2553

Red Map 5 ข้อของ นปช.

โดย…สลับฉาก


10 พ.ค.53

วันนี้ (10 พ.ค.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แถลงถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดง ว่า ได้รับการสนับสนุนจากชาวกรุงเทพฯอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นครั้งแรกที่มีการชุมนุมร่วมกันของต่างจังหวัดและกรุงเทพฯอย่างกว้าง ขวาง จนเป็นที่ยอมรับจากสื่อทั้งในประเทศ และต่างชาติ นับเป็นเป็นประวัติศาสตร์การชุมนุมโดยประชาชน ไม่ว่ารัฐจะใช้อำนาจอิทธิพล ใส่ร้ายป้ายสี ทำลายความชอบธรรม ให้กลายเป็นผู้ชุมนุมรับจ้าง เป็นก่อการร้าย ใช้ความรุนแรง ให้กลายเป็นผู้มุ่งหมายโค่นล้มสถาบัน แต่ในที่สุดความงดงามและความเป็นจริงที่คนเสื้อแดงแสดงออกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครลบเลือนได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า รัฐบาลพยายามจะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมตลอดเวลา แต่ทุกครั้งจะตอกย้ำความไม่ชอบธรรมและความอำมหิตของผู้นำรัฐบาล แต่ นปช.ไม่ประสงค์จะใช้ชีวิตประชาชน ซากศพ เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยันว่า ไม่ต้องการใช้ความรุนแรง หรือความสูญเสียขึ้นอีกไม่ว่ากองกำลังฝ่ายรัฐ หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่รัฐไม่อาจควบคุมได้ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของคนเป็นนายกรัฐมนตรี

“เมื่อรัฐบาลประกาศมาตรการปรองดองและเชิญชวนคนเสื้อแดงเข้าร่วม เพื่อให้เกิดสันติภาพและมีกระบวนการคลี่คลายวิกฤตโดยสันติวิธี จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ นปช.มีมติเป็นเอกฉันท์ แสดงท่าทีตอบรับการปรองดองทันที” นายณัฐวุฒิ กล่าวและว่า

หากแต่เพียงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ สถานการณ์ความขัดแย้งสั่งสมทับซ้อนต่อเนื่องยาวนาน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 4 ปี ทุกปัญหาได้ถูกเชื่อมโยงดังกล่าว เป็นปัญหาเดียวกัน เป็นสงครามระหว่างชนชั้น เป็นการต่อสู้ระหว่างไพร่กับอำมาตยาธิปไตย เพราะฉะนั้นเมื่อมีผู้เสนอแนวทางให้เกิดการปรองดองภายใต้หลักสันติวิธี จึงเป็นเรื่อง นปช.ให้ความร่วมมือด้วยความจริงใจ และหารือรายละเอียดต่างๆ โดยรอบคอบ เพราะการแก้ปัญหาในชาติไม่ได้ยุติแค่ นปช.ยุติการชุมนุม และอภิสิทธิ์ยุบสภา แต่ต้องให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ว่า ผลการเลือกตั้งอย่างไร ถือเป็นฉันทามติของประชาชน ต้องไม่มีอำนาจใดมาแทรกแซง นปช.จึงเห็นชอบตามมตินี้เป็นเอกฉันท์

1.นปช.แดงทั้งแผ่นดินขอประกาศตอบรับการกำหนดวันเลือกตั้ง 14 พ.ย.2553 ตามที่นายกฯเสนอมา และยินดีตอบรับวันยุบสภาตามที่รัฐบาลเสนอ 15-30 ก.ย.โดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อแสดงความจริงใจของ นปช.เพื่อนำพาบ้านเมืองสู่สันติภาพ

2.แต่ประเด็นสำคัญของคนเสื้อแดงที่ต่อสู้ คือ ความยุติธรรม 2 มาตรฐาน เราจึงไม่อาจยอมรับการปฏิบัติที่เป็น 2 มาตรฐานในทุกกรณี นั่นหมายความว่า ในการดำเนินคดีความต่างๆ ระหว่างการชุมนุมต่อสู้ได้ยืนยันว่า ไม่ ประสงค์รับการนิรโทษกรรมทุกคดีความ ทั้งคดีเล็กคดีใหญ่ และคดีผู้ก่อการร้าย ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกัน นั่นก็คือ ที่มาของข้อกล่าวหาก่อการร้ายของ นปช.เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย.ขณะทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมบาดเจ็บ 800 กว่าคน เสียชีวิต 25 ชีวิต หลังจากนั้นไม่กี่วัน นปช.ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย หลังจากนั้น ถูกขออนุมัติออกหมายจับจากดีเอสไอ ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ รองนายกฯ ผู้รับผิดชอบปฏิบัติการ ศอฉ.ยังไม่ปรากฏว่า มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี ทั้งที่ นปช.ได้แจ้งความไว้แล้ว ข้อเรียกร้องของนปช.จึงมีว่า เมื่อเราตอบรับมาตรการปรองดองยุบสภา นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจากเหตุการณ์ 10 เม.ย.เช่นเดียวกัน ถ้า โทษผู้ก่อการร้ายประหารชีวิต แกนนำ นปช.ยินดีถูกประหารชีวิต ถ้าคดีสั่งปราบประชาชนมีโทษสูงสุดประหารชีวิต ถ้าศาลสั่งประหารชีวิต นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ต้องรับโทษประหารชีวิตเช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ ได้รับเอกสิทธิ์ยกเว้นการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับ นายจตุพร จึงไม่ติดใจ แต่ตัว นายสุเทพ ซึ่งลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.แล้ว ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง จึงขอเรียกร้องตำรวจให้ดำเนินคดีออกหมายเรียกให้ไปมอบบตัวเช่นเดียวกัน และนายสุเทพ จะต้องแสดงจิตสำนึกของความเป็นคนไทย เมื่อ นปช.ไปมอบตัวได้ นายสุเทพ ต้องไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน เพื่อให้เป็นคดีประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะในอดีตผู้สั่งการจะรอดพ้นจากความผิด และคดีนี้ นปช.จะไม่ยอมให้นิรโทษกรรม ส่วนวันยุติการชุมนุม จะเป็นวันเดียวกับที่ นายสุเทพ ประกาศเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่

3.นปช.จะยุติสู่การเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แต่พีเพิลชาแนลต้องกลับมาออกอากาศ ยินดีให้มีคณะกรรมการดูแลเนื้อหาไม่ให้เกิดความยั่วยุ แต่ต้องดูแลเอเอสทีวีด้วย

4.ถ้า นปช.ยุติการชุมนุมแล้ว รัฐบาลยังยืด พ.ร.ก.ฉุกเฉินรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย และชี้แจงต่อประชาชนเอง

5.นปช.มีความตั้งใจจริงที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายนำพาประเทศออกจากความ ขัดแย้งด้วยหลักสันติวิธี และจะมีแนวทางปรองดองของ นปช.ขึ้นมา เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา


7 พ.ค. 2553

จี้มาร์คประกาศวันยุบสภา

โดย…สลับฉาก


5 พ.ค.53

วันที่ 4 พ.ค. 2553 เวลาประมาณ 18.05 น. ที่เวทีปราศรัยสี่แยกราชประสงค์ นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง และแกนนำ นปช. อีกหลายคน ขึ้นประกาศผลการหารือของแกนนำ นปช. ต่อข้อเสนอสมานฉันท์ปรองดอง 5 ข้อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แกนนำ นปช. มีมติตอบรับเข้าสู่กระบวนการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ จี้นายกรัฐมนตรีประกาศวันยุบสภาให้ชัดเจนแทนประกาศวันเลือกตั้ง เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจของนายกฯ พร้อมขอให้ยุติการใส่ร้ายโจมตี ลดการคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี ประกาศชัดไม่มีเงื่อนไขนิรโทษกรรม พร้อมต่อสู้ทุกคดี เพราะกลัวคนสั่งฆ่าประชาชนพ้นความผิดด้วย ย้ำต้องยุติดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองในทุกมิติ

ยอมรับหวั่นใจกลัวถูกเบี้ยวเหมือนในอดีต “อภิสิทธิ์” ระบุไม่ต้องถึงกับลงสัตยาบรรณ เพราะการประกาศต่อสาธารณชนเป็นบ่วงมัดคอตัวเองอยู่แล้ว ลั่นไม่ต้องกังวลถูกหลอก เพราะอำนาจยุบสภาเป็นของนายกฯ ส่วนคดีความยังต้องเดินหน้าต่อ ไม่นิรโทษกรรมให้ใคร ตั้ง “กอร์ปศักดิ์-อนุพงษ์” ประสานยุติการชุมนุมส่งประชาชนกลับบ้าน พร้อมคืนสัญญาณพีเพิลชาแนล เว็บไซต์ และวิทยุชุมชนที่ถูกปิดเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปรกติ

ผลการประชุมคณะกรรมการ นปช. มีมติดังนี้
1. มีมติเป็นเอกฉันท์ ยินดีเข้าสู่กระบวนการปรองดองสมานฉันท์ โดยเห็นว่าเป็นข้อเสนอเดิมของ นปช. เอง และต้องการสงวนชีวิตทุกชีวิตไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตายอีก ข้อนี้เป็นเอกฉันท์
2.มีข้อสังเกตบางประการและต้องการความชัดเจนในการเข้าสู่กระบวนการเจรจา
2.1 นปช. มีความสงสัยว่าการกำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งน่าจะเป็นอำนาจของคณะกรรมการการ เลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี จึงขอความชัดเจนว่านายกฯน่าจะประกาศกรอบเวลาของการยุบสภา ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีให้ชัดเจน
2.2 นปช. ต้องการความจริงใจ ซึ่งรัฐบาลสามารถแสดงออกได้ด้วยการลดการคุกคามทุกรูปแบบในทันที
3.นปช. ไม่ขอนิรโทษกรรมให้แก่ นปช. เองในข้อหาโค่นล้มสถาบันและการก่อการร้ายโดยเด็ดขาด พร้อมสู้ทุกคดี
4.ต้องยุติการนำสถาบันกษัตริย์ลงมาสู่ความขัดแย้งในทุกมิติ นี่คือมติผลการประชุมของ นปช. ในวันนี้ ถือว่าเป็นมติอย่างเป็นทางการ

2 พ.ค. 2553

มาร์คต้องการปราบประชาชนมากกว่าเจรจา


โดย…สลับฉาก

24 เม.ย. 53

หลังนปช.ยื่นข้อเสนอใหม่ยุบสภาภายใน 30 วันเป็นการถอยมาหนึ่งก้าวเมื่อวานนี้(23เม.ย.53)   หลายฝ่ายหวังว่าอาจเป็นหนทางยุติวิกฤตตการณ์ทางการเมืองรอบนี้    แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯหุ่นเชิดของอำมาตย์ ได้ประกาศไม่ยอมรับข้อเสนอของเสื้อแดงแล้ว

นปช.โต้ทันควันชักบันไดสันติภาพกลับ ยกระดับการชุมนุมถอดเสื้อแดงรบนอกเครื่องแบบ
นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. แถลงที่เวทีราชประสงค์เมื่อเวลา 18.00 น.วันนี้ถึงข้อเสนอที่ยื่นไปถึงรัฐบาลนั้นไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล แม้มีการส่งตัวแทนมาเจรจา แต่ได้สั่งให้ตัวแทนดังกล่าวยุติการเจรจา อาจเพราะรัฐบาลมั่นใจในศักยภาพของฝ่ายรัฐบาลว่ามีศักยภาพเหนือกว่า และแน่ใจว่าจะสลายการชุมนุมสำเร็จ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แถลงว่าเมื่อรัฐบาลสั่งตัวแทนยุติการเจรจา ทางนปช.ก็ต้องกลับไปสู่จุดยืนเดิมคือกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาในทันที และ่คาดว่าจะมีการสั่งสลายการชุมนุมภายใน48 ชั่วโมงนับจากนี้ ดังนั้นคนเสื้อแดงจึงมีมาตรการดังต่อไปนี้

1.ถอดเสื้อแดงและสัญลักษณ์คนเสื้อแดงออกทั้งหมด และ่ต่อไปจะรบนอกเครื่องแบบใช้สีเสื้ออื่น
2.ให้ประชาชนทั่วประเทศใช้ขอนแก่นโมเดล โดยหากเห็นตำรวจทหารเคลื่อนไหวกองกำลัง ให้เข้าปิดกั้นแบบขอนแก่นทันที
3.หากมีการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม ขอให้คนเสื้อแดงทั้งประเทศมีอิสระเสรีในการต่อต้านทุกวิถีทางทันที
4.ขอให้ผู้ชุมนุมสร้างกลุ่มย่อยละ5คนแลกข้อมูลข่าวสารกันภายใน เพื่อป้องกันการส่งคนนอกเข้าแทรก
5.ขอเชิญคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่เพื่อทัดทานไม่ให้รัฐบาลปราบปรามประชาชนได้สำเร็จ
6.หากมีการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ขอให้”ตกใจ”ทันทีตามที่เคยเตรียมการกันไว้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แถลงว่า เหตุที่จะมีการปราบปรามเสื้อแดงนั้น คาดว่าน่าจะก่อนเวลา17.00น.วันจันทร์นี้(26เม.ย.53) เพราะมีหมายกำหนดการให้ผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ คนพวกนี้ยังไม่ทราบว่าในหลวงจะมีพระบรมราโชวาทเช่นใด จึงจะชิงลงมือปราบปรามผู้ชุมนุมก่อน

ใช้แผนดึงพธม.ยั่วยุนปช.


โดย…เกียกกาย 43..

22 เม.ย. 53

ขณะนี้ใช้กำลังตำรวจและทหารไม่ได้ผลในการสลายม็อบนปช. ต้องอาศัยพลเรือนช่วย ชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ช่วยก็ต้องอาศัยพลเรือนพันธมิตรผู้ก่อการร้ายเพื่อเผด็จการมาช่วย เพื่อสร้างภาพว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับ นปช.   เพื่อหวังให้ประชาชนทั่วไปเชื่อเหมือนแผนเก่าๆที่เคยใช้ได้ผลมาก่อน   แต่ปัจจุบันประชาชนเรียนรู้ไวและก้าวพ้นแผนชั่วๆพวกนี้ไปแล้ว

มีตัวเล่นอะไรก็ควักออกมาใช้ให้หมด   เทออกมาให้หมดหน้าตักเลยนะ่อำมาตย์   ประชาชนจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร อย่างเอาพันธมิตรมายั่วยุ ณ แยกสีลมเมื่อค่ำคืนที่ 21 เมษานั้น   คนพื้นที่สีลมเขารู้ดีว่าพวกยั่วยุนั้นไม่ไช่คนสีลม   จำภาพผู้ก่อการยั่วยุไว้นะครับต่อไปอาจมีคนมาแฉว่าเป็นใคร

19 เม.ย. 2553

แถลงการณ์ชวลิต+สมชาย


โดย...สลับฉาก

19 เม.ย.53

วันนี้มีแถลงการณ์ด่วน    ของอดีตนายกสองท่านร่วมกันแถลง    ดังมีข้อความดังต่อไปนี้

แถลงการณ์

ปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้   เกิดจากความไม่เป็นประชาธิปไตยและการ  ไม่มีความยุติธรรมในสังคม ความแตกแยกทางการเมือง   มีแนวโน้มที่จะขยายลุกลามจนไม่อาจแก้ไขได้

ผมทั้งสองคนเห็นว่าในระยะยาวนั้น เราไม่อาจแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ถ้าเราไม่สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และขจัดการเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป ผมทั้งสองขอเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

1. ต้องหยุดความรุนแรง และการสังหารประชาชนโดยทันที
2. รัฐบาลต้องประกันว่าจะต้องไม่มีคนไทยเสียชีวิต   จากการชุมนุมทางการเมืองอีกแม้แต่คนเดียว
3. ต้องยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที    ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการชุมนุมทางการเมืองตามปกติ
4. ต้องยุติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารแต่เพียงฝ่ายเดียว   เลิกปิดกั้นสื่อสารมวลชนและละเมิดสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
5. คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกรัฐบาลใหม่    โดยการยุบสภาโดยทันที

คนไทยทุกสีทุกคนมีความห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้   และทุกคนทุกฝ่ายมีหน้าที่แก้ปัญหาร่วมกัน  ผมทั้งสองคนเชื่อมั่นว่าเราจะหาทางออกให้กับประเทศได้  ถ้าเราตระหนักในรากเหง้าของปัญหา และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจและจริงจัง

                                                                  พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี
                                                                  นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์   อดีตนายกรัฐมนตรี   

                                                                                         
                                                                                     19 เมษายน 2553

พันธมิตรผู้ก่อการร้ายเพื่อเผด็จการ

โดย...สลับฉาก

19 เม.ย.53

วานนี้ (18 เม.ย.) พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดประชุมใหญ่เครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ หัวข้อ “ฝ่าวิกฤตการเมืองไทย ปฏิรูปใหญ่อย่างรอบด้าน” โดยการประชุมครั้งนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้ปรากฏตัวในการประชุมแต่อย่างใด 

และมีมติสรุปใจความสำคัญอยู่ในข้อ2ข้อเดียว คือ    ให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายจัดการกับขบวนการก่อการร้ายของระบอบทักษิณอย่างเคร่งครัด และเต็มประสิทธิภาพขั้นเด็ดขาดโดยทันที    และภายใน 7 วัน หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการใดๆ   จนส่งผลทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อชาติและราชบัลลังก์    พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะทำหน้าที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญในการ พิทักษ์รักษาชาติและราชบัลลังก์ทันที

การกระทำของพันธมิตรไม่ได้แปลกเลย     เพราะอยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลมาตลอด     การจะเชียร์พวกเดียวกันจึงเป็นเรื่องธรรมดา      ส่วนรัฐบาลก็ไม่ทำอะไรกับพันธมิตรฯที่ทำผิดเพราะว่าเป็นพวกเดียวกัน

การกล่าวอ้างว่าเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายนั้นยังไม่มีหลักฐานใดๆสนับสนุน  นอกจากการกล่าวหาโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลหุ่นเชิดอภิสิทธิ์  แต่สำหรับพันธมิตรนั้นมีหลักฐานชัดเจนคือหมายเรียกคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน สุวรรณภูมิ


ตำรวจได้ออกหมายเรียกผู้ก่อการร้ายพันธมิตร เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ให้แกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯเข้ามอบตัว คดีบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิ พนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก, ก่อการร้าย, บุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ ฯลฯ, ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

นอกจากนี้ยังฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551

ผู้ถูกออกหมายเรียกรวม 25 คน ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา นายสำราญ รอดเพชร นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายอมร อมรรัตนานนท์ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายศิริชัย ไม้งาม นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นายเทิดภูมิ ใจดี นายพิภพ ธงไชย พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก นายพิชิต ไชยมงคล นายประพันธ์ คูณมี นายบรรจง นะแส นายกษิต ภิรมย์ นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง นายวีระ สมความคิด น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ นายชนะ ผาสุกสกุล พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ และนายสุรวิชช์ วีรวรรณ 

พันธมิตรฯหมดสิทธิ์ที่จะไปกล่าวหาคนอื่นว่าเป็นผู้ก่อการร้าย     เพราะตัวเองเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง    ชื่อที่แท้จริงของกลุ่มนี้คือ "พันธมิตรผู้ก่อการร้ายเพื่อเผด็จการ"

 

17 เม.ย. 2553

เชือดสุเทพตั้งเพื่อปลดอนุพงศ์


โดย...เกียกกาย 43..

17 เม.ย.53

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปลดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแต่งตั้งให้พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ขึ้นทำหน้าหน้าที่แทนในตำแหน่งประธานศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอ ฉ.)

ก่อนคิดว่าสุเทพดูท่าดีขึงขังเอาจริงเอาจัง     ภายหลังรู้ว่า สุเทพไม่มีน้ำยาอะไรเลย นอกจากฮึดฮัดไปวันๆ เป็นแค่ลิงอุรังอุตังแขนคดบ้ากาม   ไม่ใช่ จปร.   ทหารตำรวจส่วนใหญ่ไม่เชื่อฟังคำสั่ง    เลยจำเป็นต้องเชือดสุเทพเพื่อคงอำนาจต่อไปแม้สุเทพจะเป็นผู้มีพระคุณ    จากนี้ไปสุเทพกับมาร์กก็ไม่้ต้องเผาผีกัน   ปชปก็แตกกันลึกไปอีก     แต่มาร์คก็คงรู้และรู้เลยไปว่าพรรคจะถูกยุบอยู่แล้วค่อยว่ากัน

ปัญหาต่อไปคืออนุพงศ์จะทำอย่างไร   
1.ถ้าปราบคนเสื้อแดง    ก็ยังไม่รู้ว่าทหารจะชนะหรือไม่   เพราะบทเรียนคราวก่อนทหารถึงสองกองพลประมาณ 15,000 นายยังยับเยินถอยกลับที่ตั้ง
2.ถ้าอ่อนลงเพื่อลดแรงกดดัน   เช่นคืนPeople channal(ทีวีคนเสื้อแดง) ยกเลิกการปิดเว็บ  เรียกร้องให้มาร์คยุบสภา และให้คนเสื้อแดงเลิกชุมนุม  หรือแม้แต่ใส่เกียร์ว่าง  ป๊อกก็จะถูกปลดแบบเทพเทือกทันที

หลังจากป๊อกถูกปลด   ก็จะเป็นเหตุผลที่มาร์คจะตั้งประยุทธ์เสียบแทน    อ้างว่าไม่สามารถปราบผู้ก่อการร้ายได้และไม่สนองรับนโยบายรัฐบาล    

วิเคราะห์ว่าป๊อกก็คงรู้แผนนี้     อาจเลือกที่จะจัดการจับนายกรัฐมนตรีแล้วจี้ให้ออกจากตำแหน่งเสียเลยก็เป็นไปได้มาก    ถ้าอนุพงศ์รู้ว่าเขาจะโดนบูชายัญ และยังได้คะแนนจากคนเสื้อแดง    

ส่วนประยุทธ์ ถ้าจะเล่นบทโหด ก็ต้องถามว่า พลเอกประยุทธ์จะเอาอาวุธ และรถลำเลียงพลมาจากไหน พลังพลจะมาจากไหน ที่พังไปแล้วเท่าไร ถ้าป๊อกไม่สั่งเองถึงแม้ถูกปลดจากตำแหน่งประธานศอฉ. แต่เขาก็ยังเป็น ผบ.ทบ.    ประยุทธ์จะได้พลถึงสิบกองพันหรือไม่    คราวนี้ ทหารมีปืน ประชาชนใช้ระเบิดเพลิงแน่ๆ     ยังมีนักรบนิรนามหรือทหารแตงโมที่ไม่ทราบที่มาที่ไปอีกล่ะ เสี่ยงมากหนทางชนะน้อย คนร่วมสองแสนต่อวัน บางคืนระดมทันทีได้สามแสนคน จะเอาชนะได้อย่างไร

การใช้ความรุนแรงคราวนี้   จะเกิดความสูญเสียมากกว่า วันที่10เม.ย.หลายเท่าตัว    ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือประชาชน    และจะไม่เกิดประโยชน์แก่รัฐบาลอย่างใดเลย   นอกจากเพิ่มความชอกช้ำให้กับรัฐบาลหมดความชอบธรรมซ้ำซ้อน    จนไม่อาจมองหน้าใครได้อีกทั้งในประเทศและต่างประเทศ   และที่สุดรัฐบาลนี้ก็ต้องพ่ายแพ้ประฃาฃนอยู่ดี

ปัญหาขณะนี้อยู่ที่รัฐบาลว่าจะยอมรับ   ความพ่ายแพ้แบบบาดแผลไม่เจ็บมาก หรือแบบบาดแผลยับเยิน   ก็คงต้องเลือกเอาเอง

15 เม.ย. 2553

อย่ารับใช้คนชั่วปิดกั้นสื่อ!


โดย...สลับฉาก

15 เม.ย.53

การปิดกั้นสื่อประชาธิปไตย   สามารถทำได้เพราะมีคนสั่งและมีคนทำ    และเป็นการกระทำผิดทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ และหลักสิทธิมนุษยธรรมสากล    คนทำและคนสั่งมีความผิดเท่ากัน

นิวยอร์ก, 12 เม.ย.53 องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Right Watch)    เรียกร้องให้รัฐบาลมาร์คยุติการปิดกั้นสื่ิอ   และกล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขัดต่อพันธะสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

การปิดกั้นสื่อโดยฝ่ายรัฐบาล    ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของรัฐบาลในเรื่องสื่อฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล   แม้ในระยะต้นจะดูเหมือนได้ผลเพราะคนไม่สามารถเข้าหาข้อมูลได้   แต่จะเป็นแค่ช่วงต้นๆในระยะสั้นเท่านั้น   หลังจากนั้นก็ไม่สามารถปิดกั้นได้อีก   เพราะเขาจะหนีไปหาทางออกอื่นเพื่อเสพสื่อนั้น     จะตามปิดกั้นกันไม่รู้จบ

ขอเรียกร้องให้ปัญญาชนอย่าไปรับใช้คนชั่ว    ที่สั่งให้ปิดกั้นสื่อเพราะถ้าท่านไปทำเมื่อไร   ก็เท่ากับท่านทำชั่วไปกับเขาด้วย    จะอ้างว่าได้รับคำสั่งไม่ได้เพราะตัวท่านเองย่อมรู้อยู่แก่ใจ    ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรถูกอะไรผิด   มันจะเป็นกรรมติดตัวไปตลอดชีวิต    เดี๋ยวจะหาว่้าไม่เตือน
 

สงกรานต์เสื้อแดง

14 เม.ย.53

เหล่านักรบประชาธิปไตยหัวใจแดง   พักรบชั่วคราวเล่นสงกรานต์วางอาวุธตีนตบมาจับขันลดน้ำกันแทน   หลังจากนั้นก็คงเตรียมตัวสู้ต่อเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงตามที่มุ่ง หวังไว้

ตอนนี้รัฐบาลใช้เกมส์อ้างว่าเสื้อแดงได้รับการช่วยเหลือจากผู้ก่อการร้าย   เพื่อสร้างความชอบธรรมในการสลายการชุมนุมของประชาชนในครั้งต่อไป  ทั้งที่ความจริงเกิดจากทหารฝ่ายที่ทนดูคนเสื้อแดงถูกทำร้ายด้วยอาวุธสงคราม ฝ่ายเดียวไม่ได้   จึงออกมาช่วยเหลือ ถามว่าประชาชนคนธรรมดาใครจะใช้อาวุธสงครามเป็นเช่น M79เป็นต้น

ขณะนี้คนเสื้อแดงสมัครใจคืนพื้นที่ผ่านฟ้าแล้ว   โดยได้ไปรวมตัวกันที่ราชประสงค์แทน   หวังว่ารัฐบาลคงพอใจแล้วรีบยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนเสีย   ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินปัญหาด้วยการเลือกตั้งแทน   รัฐบาลใหม่ที่ประชาชนเลือกก็จะได้เข้ามาสะสางแก้ไขปัญหาของชาติ เพื่อนำพาชาติบ้านเมืองก้าวเดินต่อไป.