20 พ.ค. 2553

จับประชาธิปไตยถ่วงน้ำ




โดย...สลับฉาก

20 พ.ค.53


ปฏิบัติการจับประชาธิปไตยถ่วงน้ำภายใต้เพลิงแค้นของมวลประชา    เริ่ม..ตั้งแต่ตี 4   จนสลายการชุมนุมได้เรียบร้อยในเวลาบ่าย 2 โมง     เป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของรัฐบาลชุดนี้ในชัยชนะผู้ก่อการร้ายมือเปล่า    
สิ่งที่เกิดขึ้นทันที หลังชัยชนะของรัฐบาลก็คือ  จลาจลที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพ และลุกลามไปสู่ต่างจังหวัด    เมื่อมวลชนคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นความรุนแรง    ราวกับคลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นหลังอาฟเตอร์ช็อก     และที่ไม่ไช่คนเสื้อแดงถือโอกาสปล้นสะดม 
    
เพียงหนึ่งวันมีการวางเพลิง ทั่วกรุงเทพ 30 กว่าจุด   เช่น   1.  สยามพารากอน    2.สยามสแควร์   3.ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด    4. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย     5.  อาคารแห่งหนึ่งย่านบ่อนไก่    6-7. ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย สาขาอโศก   8-9.  สำนักงาน ป.ป.ส.และร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น        10-11.ธนาคารกรุงเทพและสาขาธนาคารออมสิน สาขาดินแดง     12. อาคารมาลีนนท์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 3    13-14.ธนาคารกรุงเทพ และห้างโลตัส พระรามสี่     15. การไฟฟ้านครหลวง สาขาคลองเตย      16.ธนาคารกรุงเทพ สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ   17.ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานเหลือง    18.ห้างเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ    19. ธนาคารกสิกรไทย พระราม 4   เป็นต้น

ไฟแห่งความแค้นได้ปะทุไปในหลายจังหวัด   มีการเผาศาลากลางจังหวัดใน 3-4 จังหวัดภาคอีสาน เช่น อุดรธานี อุบลราชธานี และขอนแก่น  เป็นต้น
เหตุรุนแรงในขอนแก่น   รุนแรงขนาดบุกจะเผาบ้านนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคภูมิใจไทย  และมีการบุกเข้าไปจะวางเพลิงสถานีไทรทัศน์เอ็นบีที
"กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินความเสียหายขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท  แต่นี่เป็นเพียงความเสียหาย"วันแรก"เท่านั้น

"ข่าวร้าย"ปลิวว่อนไปทั่วโลก   บรรยากาศในกรุงเทพ เสมือนฉาก " เสียกรุง"  ควันไฟทมึนดำไปทั่วท้องฟ้า     สื่อต่างชาติ  วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในวันล้อมปราบว่า วันที่น่ากลัวที่สุด ยังมาไม่ถึง !!!!

ปฏิบัติการเพียงวันเดียวมีคนตายเพิ่ม 14 ศพ รวมกับ 7 วันที่แล้วก็เท่ากับ 50 ศพ ไม่นับบาดเจ็บอีก เกือบ 400 คน และตัวเลขความสูญเสียกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ
 
แล้วที่สุด เมื่อรัฐบาลควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่  จึงได้มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถานในกรุงเทพฯ และอีก 23 จังหวัดในภาคกลาง เหนือ และอีสาน  ที่มีประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้แล้ว ตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น.   ผู้คนต่างสับสนโกลาหลในการกลับบ้านเพราะถนนบางเส้นเกือบ2 ทุ่มรถยังติดอยู่     วันรุ่งขึ้น(20พ.ค.53)รัฐบาลก็ประกาศเคอร์ฟิวต่ออีก 3 วันแต่เปลี่ยนเวลาเป็น 21.00-05.00 น.   สถานการณ์ยังไม่รู้จะหยุดอยู่แค่นี้หรือจะกระจายต่อเหมือน"ไฟลามทุ่ง"

สงครามยังไม่จบ   สุรชัย และจักรภพ กำลังจับมือกับแกนนำอื่นๆ    เพื่อสางเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงต่อไป    และกล่าวว่าหมดยุคที่จะใช้การปฏิรูป แต่ต้องใช้การปฏิว้ติประชาธิปไตยแทน    และจะรับไม้เป็นแกนนำรุ่นต่อไป

1 ความคิดเห็น:

  1. ความกลัว ทำให้เสื่อม
    ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ไม่สามารถรู้ด้วยตน
    ธรรมมะ คือทางแก้ป้ญหาทั้งมวล

    ตอบลบ