30 ม.ค. 2553

รัฐบาลพลัดถิ่น


โดย…นายสลับฉาก
27 ม.ค.2553
คำว่า “รัฐบาลพลัดถิ่น” ไม่ค่อยคุ้นหูกับชาวไทย   ประชาชนไทยเราคุ้นแต่คำว่า “รัฐบาลเงา” ทั้งๆที่รัฐบาลพลัดถิ่นของไทยเคยมีมาแล้วครั้งหนึ่ง    สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นบุกไทยแล้วรัฐบาลไทยขณะนั้นยอมร่วมกับญี่ปุ่น    แต่มรว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชฑูตไทยประจำสหรัฐในขณะนั้น     ประกาศไม่ยอมรับมติรัฐบาลไทยในการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น และจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นที่สหรัฐโดยมีนายปรีดี พนมยงค์เป็นหัวหน้าเสรีไทยและสหรัฐอเมริการับรอง     คำว่า “รัฐบาลพลัดถิ่น” นี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอีกครั้งโดยอดีตนายกทักษิณ    จึงต้องมาทำความเข้าใจกันหน่อยกับคำๆนี้
” พญาไม้” หรือเผด็จ  ภูรีปติภาน ได้อธิบายคำนี้ในบางกอกทูเดย์ว่า   รัฐบาลพลัดถิ่น ก็คือ   การมี 2 รัฐบาลในประเทศเดียวกัน …
ประเทศในระบอบประชาธิปไตย จะมีรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน …แต่ในประเทศที่มีสงคราม จะมี 2 รัฐบาล ในแผ่นดินเดียวกัน
ถ้า มีการปฏิวัติเกิดขึ้น …อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่า …จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น
ปัญหา อยู่ที่ว่า โลกจะฟังเขาหรือไม่ …ทักษิณ …ชนะในการเลือกตั้ง เขามีเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้ง …รัฐบาล 3 รัฐบาลของเขา มีอันเป็นไปจากการยึดอำนาจของกองทัพ …และการกล่าวหาขององค์กรที่เกิดจากการปฏิวัติ…
รัฐบาลปัจจุบัน… ได้อำนาจมาจากการแยกคนในพรรคการเมืองของทักษิณ… โดยการจัดการของคนในกองทัพ
คงไม่มีประเทศใดๆ ในโลก ไม่รู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น …
คง ไม่มีประเทศประชาธิปไตยใดๆ ปฏิเสธในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนในอีกแผ่นดินหนึ่ง ยิ่งในแผ่นดินที่ประชาชนได้ลุกขึ้นมาต่อสู้แล้ว
รัฐบาลพลัดถิ่นของ ทักษิณ ชินวัตร …ไม่ใช่เรื่องสิ้นไร้ไม้ตอก …ประชาชนคนไทยจำ นวนหนึ่ง ได้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เผชิญหน้ากับรัฐบาลและกองทัพมาแล้วหลายครั้ง
ทันที ที่รัฐบาลพลัดถิ่นเกิดขึ้น …และมีรัฐบาลในโลกจำนวนหนึ่ง ให้การรับรอง… สงครามระหว่างรัฐบาลจะเกิดขึ้น เพื่อให้เหลือเพียงรัฐบาลเดียว
รัฐบาลประชาธิปัตย์ อาจจะมีกองทัพให้การสนับสนุน …แต่ในกองทัพก็ประกอบไปด้วยประชาชนเช่นกัน …
ทหารเก่าจำนวนหนึ่งได้เดินเข้าไปแล้ว ไปเป็นแนวร่วมกับทักษิณ …ทหารประจำการบางท่านถูกลงโทษ เพราะฝักใฝ่ทักษิณ
ไม่มีใครประเมินได้ว่า …กองทัพยังเป็นหนึ่งเดียวหรือไม่…
ในอิหร่านในอียิปต์ ในฟิลิปปินส์…ฯลฯ… กองทัพเคยแยกตัวออกมารวมตัวกับฝ่ายประชาชน และโค่นล้มรัฐบาล…มาแล้ว
ไม่มีใครทายได้ …มันจะเกิดขึ้นมาได้หรือไม่ …เมื่อการต่อสู้ประหัตประหารกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชนเกิดขึ้น
ทหารกับทหารจากโรงเรียนนักรบ …ยืนอยู่แล้วกันคนละฟาก …
รัฐบาล กับรัฐบาลพลัดถิ่น …ที่ต่างก็มีทหารอยู่คนละฝ่าย… จะแพ้จะชนะกันอย่างไร… สงครามจะเกิดขึ้นมาหรือไม่… หลังแพ้หลังชนะประเทศจะเป็นอย่างไร…ฯลฯ
ถึงเวลาร้องไห้ให้กับแผ่นดินหรือยัง
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทาลัยธรรมศาสตร์    รัฐบาลพลัดถิ่น (Government in-exile) หมายถึง กรณีที่ผู้นำประเทศคนเดียวหรือกลุ่มบุคคลมากกว่า 2 ขึ้นไปได้ตั้งรัฐบาล ณ ดินแดนของรัฐอื่น เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่ในสายตาของกลุ่มนี้เห็นว่า ไม่มีความชอบธรรม
โดยรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ได้อ้างว่ายังเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม แม้จะไม่มีอำนาจปกครองอย่างแท้จริงเหนือประเทศของตนก็ตาม โดยรัฐบาลพลัดถิ่นนี้ต้องได้รับการรับรองจากรัฐที่อนุญาตหรือยินยอมให้มีการ จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ (Host state) รวมทั้งจากนานาประเทศด้วย แม้ว่ารัฐบาลพลัดถิ่นนั้นจะมิได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชาชนอย่าง แท้จริงในประเทศของตนก็ตาม
อย่างไรก็ดี มีนักกฎหมายระหว่างประเทศบางท่านแยกรัฐบาลพลัดถิ่นออกเป็นสองประเภทคือ รัฐบาลพลัดถิ่นที่มีความชอบธรรม (legitimate government in exile) กับรัฐบาลพลัดถิ่นธรรมดาๆ (government in exile) โดยวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลพลัดถิ่นคือ การต่อสู้กับรัฐบาลที่ช่วงชิงอำนาจเพื่อหวนกลับคืนสู่อำนาจ จะเห็นได้ว่า แม้รัฐบาลพลัดถิ่นจะมิได้มีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและพลเมืองของตนก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคอย่างใดเลยในการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศแต่ อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น การมีอำนาจเหนือดินแดนอย่างมีประสิทธิผล (effective control) (ของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร) กลับมิได้นำมาซึ่งความชอบธรรมแต่ประการใด
ตัวอย่างของการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในอดีต 1) การรัฐประหารในไซปรัส   2) การรัฐประหารในเฮติ
หนังสือพิมพ์ เดอะ ทริบูน หนังสือพิมพ์รายวันชื่อดังของบาฮามาส    รายงานว่า นาย ฮิวเบิร์ท แอเล็กแซนเดอร์ อิงแกรห์ม นายกรัฐมนตรีบาฮามาส วัย 61 ปี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์โดยระบุว่า นอกจากรัฐบาลบาฮามาสจะมอบสถานะพลเมืองกิตติมศักดิ์ (Honourary citizenship) ให้กับพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่ถูกทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2006 แล้ว ทางรัฐบาลบาฮามาสเตรียมติดต่อให้พันตำรวจโท ทักษิณสามารถใช้ดินแดนของตนเป็นที่ตั้งรัฐบาลไทยพลัดถิ่น (Governments in exile)   พร้อมเตรียมช่วยขอการรับรองจากนานาประเทศ
ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในขณะนี้มีดินแดนต่างๆ ในทวีปอเมริกา อาทิ บาร์เบโดส, อันติกัว แอนด์ บาร์บูดา, โดมินิกา,เซนต์ คิทท์ส แอนด์ นีวิส, เซนต์ ลูเชีย, เกรนาดา, เซนต์ วินเซนต์ แอนด์ เกรนาดีนส์, เตรียมให้การรับรองสถานะของพันตำรวจโท ทักษิณ ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ชอบธรรมของไทย รวมทั้ง สถานะของรัฐบาลพลัดถิ่นแล้ว
(ข้อมูลจาก www.innnews.co.th )
จักรภพ เพ็ญแข กล่าววว่ารัฐบาลพลัดถิ่น หรือ government-in-exile เป็นวิถีทางต่อสู้อย่างหนึ่งของขบวนการการเมืองในแต่ละประเทศ เมื่อการต่อสู้ในประเทศตนไม่อาจเป็นไปได้แล้ว โลกหรือประชาคมระหว่างประเทศ โดยองค์การสหประชาชาติคือผู้ประกันสิทธิตามธรรมชาติในข้อนี้ของขบวนการการ เมืองใดๆ ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างบริสุทธิ์ใจจากมวลชนจำนวนมากในประเทศนั้นๆ จึงเรียกได้ว่าเป็นกลไกการต่อสู้ที่โลกยอมรับ และถือเป็นการรณรงค์ทางการเมืองโดยสันติวิธีอย่างหนึ่ง

รัฐบาลพลัดถิ่นจึงไม่ใช่รัฐบาลเถื่อน มิหนำซ้ำ หากรัฐบาลนั้นๆ ตั้งขึ้นบนความยอมรับนับถือของประชาคมระหว่างประเทศและได้รับการสนับสนุน อย่างเพียงพอในประเทศของตนแล้ว ยังเกิดผลอีกอย่างหนึ่งคือทำให้รัฐบาลที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นรัฐบาลฝ่ายตรงข้ามในขณะนั้น หมดสิ้นความชอบธรรมลงไปทันที มหาประชาชนจะฉุดกระชากลากลงมาจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเสีย เมื่อไหร่ก็ได้

ครับ ถ้า ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาได้สำเร็จ รัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลปีย์ รัฐบาลเปรม และรัฐบาลเขายายเที่ยงบวกกับตาเที่ยง หรือรัฐบาลเวรกรรมใดๆ ที่มาจากการปล้นอำนาจรัฐจากประชาชนด้วยกำลังกองทัพ ตุลาการวิบัติ หรือองค์กรอิสระ (แต่เป็นทาสอำมาตย์) จะกลายสภาพเป็นรัฐบาลเถื่อนในทันที

สงครามประชาชน


โดย…นายสลับฉาก
26 ม.ค. 2553
ไม่มียุคใด สมัยใด ที่ประเทศไทยจะตกต่ำในสายตาของชาวโลกได้เท่ารัฐบาลชุดนี้ ที่มีนายกเป็นร่างทรงอำมาตย์ทำงานไม่เป็น ได้แต่พูดเกาะโพเดี้ยมหรอกชาวบ้านไปวันๆหนึ่ง     ผลงานหนึ่งปีที่ผ่านมาคือกู้มาโกง และตามบี้ทักษิณ
กลุ่มอำมาตย์ ยังคงดื้อรั้นที่จะยึดกุมอำนาจเผด็จการซ่อนรูปแบบ ‘โต๊ะแชร์’ เพื่อแบ่งปันผลระโยชน์ต่างตอบแทนกันในคนจำนวนน้อยนิดเอาไว้ในกำมือต่อไป ภายใต้โครงสร้างรัฐซ้อนรัฐอันซับซ้อนในนาม ‘ประชาธิปไตยรู้รักสามัคคี’ ที่ลวงโลก
ดร.โสภณ พรโชคชัย กล่าวว่าประเทศไทยของเราเจริญช้า จนถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปมากมายแล้ว     ถ้าไทยเรามีคนดี หรือผู้มีคุณธรรมสุดเลิศเลอจริง เราจะมีบ่อนเถื่อน เจ้ามือหวยเถื่อน ยาบ้าเกลื่อนเมืองและเพิ่มขึ้นทุกวันเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร เราจะปล่อยให้มีการโกงกินกันมโหฬารทั้งในส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางได้อย่างไร เราจะปล่อยให้ประเทศไทยมีขอทานเขมร แรงงานพม่า และแท็กซี่เถื่อนทำมาหากินตบหน้าประเทศชาติอยู่ได้อย่างไร
เราควรทบทวนกันว่าระบบยศถาบรรดาศักดิ์ของไทยเป็นการให้ ลาภแก่ผู้มียศ มีตำแหน่งเป็นสำคัญหรือไม่ ทำให้เกิดความมัวเมาในลาภยศหรือไม่ ยิ่งกว่านั้นลูกหลานของพวกเขายังอาจเอายศถาบรรดาศักดิ์ของบุพการีไปใช้ ประโยชน์หรือไม่ การเคยเป็นนายพล ปลัด อธิบดี ฯลฯ เป็นเกียรติและเป็นประโยชน์ต่อวงศ์ตระกูลโดยที่ประเทศชาติอาจไม่ได้อะไรจาก คนเหล่านี้หรือไม่
ระบบการโกงกินในบ้านเมืองของเราในยุคคุณธรรมนำการเมือง นี่แหละที่สร้าง ความวิบัติต่อชาติของเราอย่างสุดแนบเนียน ถ้าไม่มีการโกงกิน ทำงานเป็นกาฝากดูดเลือดและน้ำเลี้ยงจากภาษีอากรของประชาชน ป่านนี้เรามีทางด่วน รถไฟฟ้า ทางหลวง และสาธารณูปโภคทั้งในเมืองและชนบทกันมหาศาลผิดหูผิดตาเช่นที่เกิดขึ้นในจีน มาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว
เรื่องดังกล่าวนี้ประชาชนรับทราบกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ     อย่างราดเร็วแบบไม่เคยมีมาก่อน     ยิ่งทอดเวลาไปก็ยิ่งเพิ่มจำนวนทวีคูณจนอำมาตย์สะเทือนคิดจะปฏิวัติ รัฐประหารอีก
รุ่งศิลา ได้ให้ความเห็นว่าการรัฐประหารรอบใหม่นี้จะเจอกับสิ่งต่อไปนี้คือ ๑. รัฐบาลพลัดถิ่น   ๒.กองกำลังจรยุทธทั่วประเทศ    ๓.พลังต่อต้านขัดขืนราชการ    ๔.เกิดกระแสแบ่งแยกแผ่นดิน    ๕.เกิดสงครามสื่ออิเลคทรอนิคทุกรูปแบบ    ๖.เกิดความกดดันทางสังคมกับกลุ่มและครอบครัวผู้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร       และหากมีการปราบปรามประชาชนก็จะเจอกับสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ อาวุธจะทะลักเข้ามาจากชายแดนทุกทิศทาง
นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส. ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำคนเสื้อแดง กล่าววันที่ 14 มกราคมถึงการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในพื้นที่ กทม.ว่า ล่าสุด ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่าอย่าได้เอาเรื่องคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท มาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาต่างๆ และให้การตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นไป อย่างอิสระ ซึ่งแกนนำคนเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีใครมากล่าวหาว่าขาดความชอบธรรมในการชุมนุมใหญ่  คาดว่าจะอยู่ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจจะเป็นหลังตรุษจีนไปแล้ว
” ครั้งนี้คนเสื้อแดงจะต่อสู้ให้ได้รับชัยชนะ ซึ่งจะเป็นครั้งที่เดิมพันทั้งชีวิต หากพ่ายแพ้ก็มีอยู่เพียง 2 หนทางคือ ถูกหามออกสนามรบกับการถูกจับไปขังคุกเท่านั้น จะไม่มีการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 2 อีก”นายจตุพรกล่าว
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ตนและ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เป็นคนช่วยกันดูเรื่องกำลังพลที่จะมาสนับสนุนคนเสื้อแดง โดยแบ่งเป็น 1.ประชาชนทั่วไปประมาณ 1 ล้านคน 2.กองกำลังหลายฝ่าย ทำหน้าที่เป็นกองหนุน จะเคลื่อนพลออกมาทันทีภายใน 1 ชั่วโมง หากมีการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ประกอบด้วยทหารพราน ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 3 หมื่นคน ขณะที่จะมีกลุ่มอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจากภาคอีสาน ทั้ง จ.นครพนม สกลนคร และ จ.สระแก้ว ไปจนถึงภาคใต้ก็มาร่วมผนึกกำลังกัน โดยล่าสุดได้มีการส่งรายชื่อมาตรวจสอบแล้วประมาณ 7-8 หมื่นคน
พล. อ.พัลลภ ปิ่นณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ฝ่ายการเมือง (กอ.รมน) กล่าวถึงกระแสข่าวปฎิวัติ ว่า ที่ผ่านมาทุกคนมองว่าไม่น่าเกิดปฎิวัติทีไร ก็จะมีการปฎิวัติเกิดขึ้นทุกทีไป แต่ส่วนตัวนมองว่าหากมีการปฎิวัติเกิดขึ้นในสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นเช่น นี้ ผลที่จะตามมาคือ จะทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น และทำให้ประเทศชาติพังทุกด้าน ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
คนเสื้อแดงจะไม่โดดเดี่ยวเหมือนช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมาเพราะตน และอดีตจปร.กว่า 100 คนจะรวมเป็นร่วมตายขับไล่โจรที่ปล้นประชาธิปไตย และคนที่ทรยศต่อประชาชน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงอยู่อย่างสันติสุข เราจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ประชาชนต้องการประชาธิปไตย เราจึงจำเป็นต้องสู้ และเสียสละ  กับทหารเราไม่ต้องไปกลัว เพราะผมคุมทหารตลอดชีวิต
และว่า ขณะนี้ทราบว่ามีตำรวจอยู่ฝ่ายเราถึง 80% ส่วนทหารอยู่กับโจรปล้นประชาธิปไตยนั้นน้อยมาก ฉะนั้น ไม่นานนับจากนี้ประเทศเราจะมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุขภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่นานเกินรอ ไม่เกินเดือนเมษายน หากประชาชนพร้อมใจกันต่อสู้ พร้อมใจกันไปถนนราชดำเนิน
และ มองว่า “ผู้ที่คิดจะทำการปฎิวัติรัฐประหารในยุคนี้ ไม่ควรทำ และพูดง่ายๆ คือหากมีการทำปฎิวัติเกิดขึ้นอีก คราวนี้ ก็จะไม่ง่ายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอย่าง19 ก.ย.49″ พล.อ.พัลลภ กล่าว
เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 23 ม.ค.53 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วีดีโอลิงค์มายังที่ชุมนุมคนเสื้อแดงบริเวณหน้าสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยกล่าวขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมในวันนี้ พร้อมยืนยันจะต่อสู้จนถึงที่สุด หากเกิดการปฏิวัติขึ้นมาอีก ก็พร้อมจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้ เพื่อให้ได้ซึ่งประชาธิปไตยกลับคืนมา
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ กล่าว่า   ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า พร้อมแล้วที่จะแตกหักกับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะพวกเขาหมดเวลารอคอย และหมดทางเลือกที่จะเดิน การปราบปรามผู้รักประชาธิปไตยที่กำลังจะมาถึง จะนำไปสู่ “การปฏิวัติของประชาชน” ที่มวลชนผู้รักสันติไม่ได้ต้องการ แต่ฝ่ายเผด็จการนั่นแหละที่จะเป็นผู้ก่อขึ้น
หนึ่งปีของรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เต็มไปด้วยความล้มเหลวและทุจริตคอรัปชั่น ตลอดจนความอยุติธรรมเลือกข้างของกระบวนการยุติธรรมที่กระทำกันอย่างโจ่งแจ้ง ไร้ยางอาย ทำให้ประชาชนที่มีธรรมชาติที่รักความยุติธรรมไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้ และกระตุ้นให้การเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมแผ่ขยายออกไปทั่ว ประเทศในหมู่ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท
กฎหมาย สำหรับพวกเขามิได้มีไว้เพื่อทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ในขณะที่กองทัพก็มิใช่กองทัพของชาติและประชาชน หากแต่เป็นเพียง “กองกำลังอาวุธส่วนตัว” ของกลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตย
ทั้งหมดนี้ได้ยกระดับความตื่นตัวรับรู้และสร้างความโกรธแค้นในมู่ประชาชน อย่างกว้างขวาง ขบวนการประชาธิปไตยยิ่งขยายตัว ประชาชนได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมไม่อาจได้มาด้วยการวิงวอนร้องขอ แต่ต้องได้มาด้วยการต่อสู้ของประชาชนเอง
บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้มาถึงทางตันแล้ว พวกเขาได้ใช้เครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยมาจนเกือบหมดสิ้น
ทั้งอันธพาลการเมืองเสื้อเหลือง กลไกตำรวจ ราชการ นักการเมืองทรยศขายตัว ในขณะที่การใช้กลไกกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาก็มีข้อจำกัดคือ มีลักษณะจำกัดขอบเขต เชื่องช้า และไม่แม่นยำ
ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เป็นหุ่นเชิดก็อ่อนแอ ไร้ความสามารถ และขาดเอกภาพที่จะต่อกรกับอดีตผู้นำไทยรักไทยและขบวนประชาธิปไตยได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
การปฏิวัติของประชาชนที่จะเกิดขึ้น จะดำเนินไป “จนถึงที่สุด” เพียงใดนั้นมิใช่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้กำหนด หากแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของฝ่ายเผด็จการเอง หากพวกเขาไม่ยินยอมที่จะถอยออกไปแต่โดยดีและยังใช้กำลังรุนแรงต่อประชาชน การต่อสู้ของประชาชนก็จะดำเนินไปจนถึงที่สุดโดยตัวมันเอง โดยไม่มีแกนนำคนใด หรือแม้แต่อดีตผู้นำไทยรักไทยจะคาดหมายและควบคุมได้

องค์การสิทธิมนุษยชนสากลฉะมาร์ค เป็นครั้งที่สอง


 

โดย…นายสลับฉาก
22 ม.ค.2553
องค์การสิทธิมนุษยชนประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2552 ในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ระบุรัฐบาลของอภิสิทธิ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก แทบไม่ได้ทำตามคำสัญญาเคยกล่าวไว้ว่า จะให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และหลักกฏหมายระหว่างประเทศเลย
นาย แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการแผนกเอเชียขององค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวเมื่อวันที่ 21 มกราคมตามเวลาท้องถิ่นในนนครนิวยอร์ค สหรับอเมริกาโดยสรุปว่า ” ถึง แม้บางครั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะกล่าวถึงสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่การกระทำของนายอภิสิทธิ์กลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม รัฐบาลชุดนี้ได้บั่นทอนการเคารพสิทธิมนุษยชน และนิติธรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
รัฐบาลอภิสิทธิ์มี “สองมาตรฐาน” ในการบังคับใช้กฏหมายทำให้ความตึงเครียด และการแบ่งขั้วทางการเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยขณะที่แกนนำ และสมาชิกของกลุ่ม นปช. ถูกจับกุม, คุมขัง และดำเนินคดีภายหลังจากที่มีการสลายการชุมนุมประท้วงนั้น รัฐบาลกลับเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องในสังคมที่ต้องการให้มีการสอบสวนอย่าง เป็นกลางเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเกิดจากการกระทำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ในระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อปี 2551 ที่รวมถึงการยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินสุวรรณภูมิ
แบรด อดัมส์ กล่าวว่า “ประชาธิปไตยในประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้กฏหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฏหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวได้ปกคลุมสังคมอินเตอร์เน็ต เนื่องจากการที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เพิ่มระดับการจำกัดเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น”
สุวิชา ท่าค้อ ถูกจับกุม และดำเนินคดี เนื่องจากเผยแพร่ความเห็นที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำให้เขาถูกพิพากษาให้จำคุก 10 ปี    ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ให้ถูกจำคุก 18 ปี เนื่องจากปราศัยดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ในระหว่างการชุมนุมประท้วงของ นปช. โดยมีรายงานว่า เธอถูกแยกขังเดี่ยวอยู่ที่เรือนจำลาดยาวระยะหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ออกไปรับการรักษาอาการขากรรไกรอักเสบที่โรง พยาบาลนอกเรือนจำตามคำแนะนำของแพทย์
องค์การฮิ วแมนไรท์วอทช์ระบุว่า ในปี 2552 รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้ละเมิดพันธะของประเทศไทยเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ ลี้ภัย และผู้แสวงหาความคุ้มครองตามกฏหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง
อีกกรณีหนึ่งที่รัฐบาลดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นมิตรต่อผู้ลี้ภัย และผู้แสวงหาความคุ้มครองในปี 2552 นั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม โดยนายอภิสิทธิ์ในฐานะประธานที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้อนุมัติให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสกัดกั้นเรือที่บรรทุกชาวโรฮิงญาจาก ประเทศพม่า และประเทศบังคลาเทศที่พยายามเดินทางเข้ามาในน่านน้ำของประเทศไทย โดยกองทัพเรือสามารถจับกุมเรือที่บรรทุกชาวโรฮิงญาได้เป็นจำนวนมาก และได้ลากจูงเรือเหล่านั้นออกไปยังน่านน้ำสากล โดยไม่ได้จัดหาอาหาร และน้ำดื่มไปให้อย่างเพียงพอ ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย ปี 2594 หรือพิธีสารปี 2510 แต่ประเทศไทยก็มีพันธะภายใต้กฏหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ห้ามไม่ให้ ส่งตัวบุคคลไปยังที่ใดๆ ซึ่งจะทำให้ชีวิต หรือเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวเสี่ยงต่ออันตราย
มาร์ค ออกมาปฏิเสธว่าฮิวแมนไรท์วอทซ์ได้ข้อมูลเท็จ      องค์กรนี้เป็นองค์กรมาตรฐานสากลมีเครือข่ายกระจายไปทั่วโลก      เขาคงไม่ให้ข่าวโดยไม่กรองข่าวหรอกครับ      การออกมาปฏิเสธของนายมาร์คโดยไม่ยอมให้รายละเอียดนั่นซิน่าผิิดสังเกตเพราะ มันง่ายเกินไปและจะทำให้เขาเข้าใจได้อย่างไร     คลิปเสียงของมาร์คก็ยังไม่เครียเลยนะ! จะบอกให้.