30 ม.ค. 2553

สงครามประชาชน


โดย…นายสลับฉาก
26 ม.ค. 2553
ไม่มียุคใด สมัยใด ที่ประเทศไทยจะตกต่ำในสายตาของชาวโลกได้เท่ารัฐบาลชุดนี้ ที่มีนายกเป็นร่างทรงอำมาตย์ทำงานไม่เป็น ได้แต่พูดเกาะโพเดี้ยมหรอกชาวบ้านไปวันๆหนึ่ง     ผลงานหนึ่งปีที่ผ่านมาคือกู้มาโกง และตามบี้ทักษิณ
กลุ่มอำมาตย์ ยังคงดื้อรั้นที่จะยึดกุมอำนาจเผด็จการซ่อนรูปแบบ ‘โต๊ะแชร์’ เพื่อแบ่งปันผลระโยชน์ต่างตอบแทนกันในคนจำนวนน้อยนิดเอาไว้ในกำมือต่อไป ภายใต้โครงสร้างรัฐซ้อนรัฐอันซับซ้อนในนาม ‘ประชาธิปไตยรู้รักสามัคคี’ ที่ลวงโลก
ดร.โสภณ พรโชคชัย กล่าวว่าประเทศไทยของเราเจริญช้า จนถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปมากมายแล้ว     ถ้าไทยเรามีคนดี หรือผู้มีคุณธรรมสุดเลิศเลอจริง เราจะมีบ่อนเถื่อน เจ้ามือหวยเถื่อน ยาบ้าเกลื่อนเมืองและเพิ่มขึ้นทุกวันเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร เราจะปล่อยให้มีการโกงกินกันมโหฬารทั้งในส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางได้อย่างไร เราจะปล่อยให้ประเทศไทยมีขอทานเขมร แรงงานพม่า และแท็กซี่เถื่อนทำมาหากินตบหน้าประเทศชาติอยู่ได้อย่างไร
เราควรทบทวนกันว่าระบบยศถาบรรดาศักดิ์ของไทยเป็นการให้ ลาภแก่ผู้มียศ มีตำแหน่งเป็นสำคัญหรือไม่ ทำให้เกิดความมัวเมาในลาภยศหรือไม่ ยิ่งกว่านั้นลูกหลานของพวกเขายังอาจเอายศถาบรรดาศักดิ์ของบุพการีไปใช้ ประโยชน์หรือไม่ การเคยเป็นนายพล ปลัด อธิบดี ฯลฯ เป็นเกียรติและเป็นประโยชน์ต่อวงศ์ตระกูลโดยที่ประเทศชาติอาจไม่ได้อะไรจาก คนเหล่านี้หรือไม่
ระบบการโกงกินในบ้านเมืองของเราในยุคคุณธรรมนำการเมือง นี่แหละที่สร้าง ความวิบัติต่อชาติของเราอย่างสุดแนบเนียน ถ้าไม่มีการโกงกิน ทำงานเป็นกาฝากดูดเลือดและน้ำเลี้ยงจากภาษีอากรของประชาชน ป่านนี้เรามีทางด่วน รถไฟฟ้า ทางหลวง และสาธารณูปโภคทั้งในเมืองและชนบทกันมหาศาลผิดหูผิดตาเช่นที่เกิดขึ้นในจีน มาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว
เรื่องดังกล่าวนี้ประชาชนรับทราบกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ     อย่างราดเร็วแบบไม่เคยมีมาก่อน     ยิ่งทอดเวลาไปก็ยิ่งเพิ่มจำนวนทวีคูณจนอำมาตย์สะเทือนคิดจะปฏิวัติ รัฐประหารอีก
รุ่งศิลา ได้ให้ความเห็นว่าการรัฐประหารรอบใหม่นี้จะเจอกับสิ่งต่อไปนี้คือ ๑. รัฐบาลพลัดถิ่น   ๒.กองกำลังจรยุทธทั่วประเทศ    ๓.พลังต่อต้านขัดขืนราชการ    ๔.เกิดกระแสแบ่งแยกแผ่นดิน    ๕.เกิดสงครามสื่ออิเลคทรอนิคทุกรูปแบบ    ๖.เกิดความกดดันทางสังคมกับกลุ่มและครอบครัวผู้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร       และหากมีการปราบปรามประชาชนก็จะเจอกับสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ อาวุธจะทะลักเข้ามาจากชายแดนทุกทิศทาง
นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส. ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) แกนนำคนเสื้อแดง กล่าววันที่ 14 มกราคมถึงการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในพื้นที่ กทม.ว่า ล่าสุด ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่าอย่าได้เอาเรื่องคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท มาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาต่างๆ และให้การตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นไป อย่างอิสระ ซึ่งแกนนำคนเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีใครมากล่าวหาว่าขาดความชอบธรรมในการชุมนุมใหญ่  คาดว่าจะอยู่ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจจะเป็นหลังตรุษจีนไปแล้ว
” ครั้งนี้คนเสื้อแดงจะต่อสู้ให้ได้รับชัยชนะ ซึ่งจะเป็นครั้งที่เดิมพันทั้งชีวิต หากพ่ายแพ้ก็มีอยู่เพียง 2 หนทางคือ ถูกหามออกสนามรบกับการถูกจับไปขังคุกเท่านั้น จะไม่มีการชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 2 อีก”นายจตุพรกล่าว
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ตนและ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เป็นคนช่วยกันดูเรื่องกำลังพลที่จะมาสนับสนุนคนเสื้อแดง โดยแบ่งเป็น 1.ประชาชนทั่วไปประมาณ 1 ล้านคน 2.กองกำลังหลายฝ่าย ทำหน้าที่เป็นกองหนุน จะเคลื่อนพลออกมาทันทีภายใน 1 ชั่วโมง หากมีการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ประกอบด้วยทหารพราน ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 3 หมื่นคน ขณะที่จะมีกลุ่มอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยจากภาคอีสาน ทั้ง จ.นครพนม สกลนคร และ จ.สระแก้ว ไปจนถึงภาคใต้ก็มาร่วมผนึกกำลังกัน โดยล่าสุดได้มีการส่งรายชื่อมาตรวจสอบแล้วประมาณ 7-8 หมื่นคน
พล. อ.พัลลภ ปิ่นณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ฝ่ายการเมือง (กอ.รมน) กล่าวถึงกระแสข่าวปฎิวัติ ว่า ที่ผ่านมาทุกคนมองว่าไม่น่าเกิดปฎิวัติทีไร ก็จะมีการปฎิวัติเกิดขึ้นทุกทีไป แต่ส่วนตัวนมองว่าหากมีการปฎิวัติเกิดขึ้นในสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นเช่น นี้ ผลที่จะตามมาคือ จะทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น และทำให้ประเทศชาติพังทุกด้าน ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
คนเสื้อแดงจะไม่โดดเดี่ยวเหมือนช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมาเพราะตน และอดีตจปร.กว่า 100 คนจะรวมเป็นร่วมตายขับไล่โจรที่ปล้นประชาธิปไตย และคนที่ทรยศต่อประชาชน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงอยู่อย่างสันติสุข เราจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ประชาชนต้องการประชาธิปไตย เราจึงจำเป็นต้องสู้ และเสียสละ  กับทหารเราไม่ต้องไปกลัว เพราะผมคุมทหารตลอดชีวิต
และว่า ขณะนี้ทราบว่ามีตำรวจอยู่ฝ่ายเราถึง 80% ส่วนทหารอยู่กับโจรปล้นประชาธิปไตยนั้นน้อยมาก ฉะนั้น ไม่นานนับจากนี้ประเทศเราจะมีความมั่นคง ประชาชนอยู่อย่างสันติสุขภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่นานเกินรอ ไม่เกินเดือนเมษายน หากประชาชนพร้อมใจกันต่อสู้ พร้อมใจกันไปถนนราชดำเนิน
และ มองว่า “ผู้ที่คิดจะทำการปฎิวัติรัฐประหารในยุคนี้ ไม่ควรทำ และพูดง่ายๆ คือหากมีการทำปฎิวัติเกิดขึ้นอีก คราวนี้ ก็จะไม่ง่ายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอย่าง19 ก.ย.49″ พล.อ.พัลลภ กล่าว
เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 23 ม.ค.53 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วีดีโอลิงค์มายังที่ชุมนุมคนเสื้อแดงบริเวณหน้าสนามกอล์ฟสอยดาวไฮแลนด์ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยกล่าวขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมในวันนี้ พร้อมยืนยันจะต่อสู้จนถึงที่สุด หากเกิดการปฏิวัติขึ้นมาอีก ก็พร้อมจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้ เพื่อให้ได้ซึ่งประชาธิปไตยกลับคืนมา
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ กล่าว่า   ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า พร้อมแล้วที่จะแตกหักกับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะพวกเขาหมดเวลารอคอย และหมดทางเลือกที่จะเดิน การปราบปรามผู้รักประชาธิปไตยที่กำลังจะมาถึง จะนำไปสู่ “การปฏิวัติของประชาชน” ที่มวลชนผู้รักสันติไม่ได้ต้องการ แต่ฝ่ายเผด็จการนั่นแหละที่จะเป็นผู้ก่อขึ้น
หนึ่งปีของรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เต็มไปด้วยความล้มเหลวและทุจริตคอรัปชั่น ตลอดจนความอยุติธรรมเลือกข้างของกระบวนการยุติธรรมที่กระทำกันอย่างโจ่งแจ้ง ไร้ยางอาย ทำให้ประชาชนที่มีธรรมชาติที่รักความยุติธรรมไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้ และกระตุ้นให้การเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมแผ่ขยายออกไปทั่ว ประเทศในหมู่ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท
กฎหมาย สำหรับพวกเขามิได้มีไว้เพื่อทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ในขณะที่กองทัพก็มิใช่กองทัพของชาติและประชาชน หากแต่เป็นเพียง “กองกำลังอาวุธส่วนตัว” ของกลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตย
ทั้งหมดนี้ได้ยกระดับความตื่นตัวรับรู้และสร้างความโกรธแค้นในมู่ประชาชน อย่างกว้างขวาง ขบวนการประชาธิปไตยยิ่งขยายตัว ประชาชนได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมไม่อาจได้มาด้วยการวิงวอนร้องขอ แต่ต้องได้มาด้วยการต่อสู้ของประชาชนเอง
บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้มาถึงทางตันแล้ว พวกเขาได้ใช้เครื่องมือในการปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยมาจนเกือบหมดสิ้น
ทั้งอันธพาลการเมืองเสื้อเหลือง กลไกตำรวจ ราชการ นักการเมืองทรยศขายตัว ในขณะที่การใช้กลไกกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาก็มีข้อจำกัดคือ มีลักษณะจำกัดขอบเขต เชื่องช้า และไม่แม่นยำ
ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เป็นหุ่นเชิดก็อ่อนแอ ไร้ความสามารถ และขาดเอกภาพที่จะต่อกรกับอดีตผู้นำไทยรักไทยและขบวนประชาธิปไตยได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
การปฏิวัติของประชาชนที่จะเกิดขึ้น จะดำเนินไป “จนถึงที่สุด” เพียงใดนั้นมิใช่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้กำหนด หากแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของฝ่ายเผด็จการเอง หากพวกเขาไม่ยินยอมที่จะถอยออกไปแต่โดยดีและยังใช้กำลังรุนแรงต่อประชาชน การต่อสู้ของประชาชนก็จะดำเนินไปจนถึงที่สุดโดยตัวมันเอง โดยไม่มีแกนนำคนใด หรือแม้แต่อดีตผู้นำไทยรักไทยจะคาดหมายและควบคุมได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น