12 พ.ย. 2553

ศาลรัฐธรรมนูญวันนี้น้ำท่วมปาก


นายธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มนิติราษฎร์ มองว่าคลิบของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศาลที่เกิด จากทั้งบุคคลภายนอกและคนในที่คอยห้ำหั่นกันเอง ทางที่ดีประธานศาลควรออกมาชี้แจงให้สาธารณชนทราบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์คณะตุลาการจะต้องชี้แจงเหตุผลให้ดี เพราะคนทั้งประเทศกำลังจับตาดูอยู่


สถานการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ
คิดว่าสถานการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญตอนนี้น่าหนักใจ เนื่องจากคลิปที่ออกมา 2 ชุดสะท้อนให้เห็นว่าในองค์กรตุลาการอย่างศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหา และคลิปที่ปรากฏเป็นตัวอย่างน้อยที่สุดในขณะนี้ที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือ ต่อสาธารณชนว่าองค์กรที่ทำหน้าที่รักษาความถูกต้องใน รักษากฎหมาย และรักษาจริยธรรมของประเทศกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำของตัวเอง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่ชอบด้วยจริยธรรม ปัญหาตรงนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่
เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อสุดท้ายจะได้หาคำตอบว่าเราจะทำอย่างไรไม่ให้ความน่าเชื่อถือของสถาบัน นี้ลดทอนลงไปมากกว่านี้ ซึ่งจะมีผลถึงการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการที่เราถือว่าเป็น สถาบันสุดท้ายในการรักษาความถูกต้องของประเทศ ต้องยอมรับความจริงว่าภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญน่าเป็นห่วง เพราะคลิปที่ออกมา 2 ชุดศาลรัฐธรรมนูญเริ่มเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจหรือไม่ไว้วางใจว่าตุลาการ ปฏิบัติตัวสมกับเป็นตุลาการหรือไม่ ศาลจึงต้องพยายามทำเรื่องที่สมควรจะทำเพื่อกู้ภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ของตัว เองกลับคืนมาให้ได้
อ้างมีขบวนการทำลายศาล

ผมฟังคำแถลงของตุลาการท่านหนึ่งเมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา บอกว่ามีขบวนการทำลายศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ที่มีการเผยแพร่คลิปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทำลายความน่าเชื่อของ ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเคารพความคิดเห็นของตุลาการท่านนี้ที่แถลงข่าวออกมา แต่ในอีกทางหนึ่งอยากให้มองว่าการทำลายศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หากศาลวางตัวในฐานะเป็นผู้ทรงความยุติธรรมอย่างแท้จริง แต่หากศาลปฏิบัติตัวหรือประพฤติในเรื่องที่คนไม่ค่อยไว้วางใจว่าศาลทำตัว เป็นผู้รักษาความยุติธรรมจริงๆ กระบวนการเผยแพร่คลิปก็ไม่มีผลทำให้ความน่าเชื่อถือของศาลลดลง
ตุลาการเคลียร์ไม่ชัดเจน

ผมยังไม่เห็นว่าเป็นคำชี้แจงของตุลาการ เท่าที่ดูเป็นการชี้แจงทั่วๆไปว่าเรื่องนี้เป็นขบวนการทำลายศาล แต่ตัวเนื้อหาในคลิปไม่มีการชี้แจงว่ามีการทำอย่างนี้จริงหรือไม่จริง ที่สำคัญผู้ชี้แจงแทนที่จะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ปรากฏในคลิป กลับกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเป็นการชี้แจงไม่ได้ เป็นเพียงการเสนอแนวทางว่าศาลจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรมากกว่า ขอย้ำว่าการชี้แจงยังไม่เกิด เมื่อการชี้แจงไม่เกิดก็ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความรับผิดชอบว่าหลังการชี้ แจงตุลาการแต่ละท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องคลิปต้องรับผิดชอบอย่างไร

ผมยกตัวอย่างประธานศาลรัฐธรรมนูญจะเกี่ยวกับเรื่องคลิป โดยเฉพาะคลิปแรกต้องมีการพิสูจน์กัน ข้อเท็จจริงที่เรารู้ก็คือคลิปแรกมีการนัดพบกันระหว่างนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ กับนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีของศาล โดยมีการพูดคุยกันว่าควรเอาใครเข้ามาให้การในศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมขออนุญาตชี้แจงว่าการที่ศาลจะเอาใครหรือไม่เอาใครเข้ามาในศาลเพื่อ ชี้แจงในการพิจารณาคดีมีผลในทางที่เป็นคุณเป็นโทษต่อพรรคการเมืองหรือพรรคใด พรรคหนึ่งได้ เพราะศาลใช้ระบบไต่สวน
เมื่อศาลใช้ระบบไต่สวน ศาลก็มีดุลยพินิจที่จะเรียกพยานหลักฐานเข้าในคดีได้เอง โดยศาลมีดุลยพินิจในการเลือก ถ้าการเลือกพยานเข้ามาของศาลอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตใจก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเลือกบนพื้นฐานความไม่สุจริตใจเห็นว่าถ้าเอาคนนี้เข้ามาจะเป็นคุณต่อ พรรคการเมืองพรรคนี้ หรือถ้าเอาอีกคนเข้ามาเป็นโทษต่อพรรคการเมืองพรรคนั้น แล้วเลือกบนพื้นฐานตามความมุ่งหมายนอกเหนือจากเหตุผลทางกฎหมายของตัวเองตรง นี้ก็มีปัญหา แต่พอนายพสิษฐ์ทำอย่างนี้แล้ว ประเด็นคือประธานศาลรับรู้หรือไม่

จนถึงขณะนี้ประธานศาลยังไม่ออกมาชี้แจงเรื่องนี้เลย ทำได้เพียงอย่างเดียวคือปลดนายพสิษฐ์ออกจากเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ การปลดนายพสิษฐ์ออกมองว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบของประธานศาล ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ ขอบอกว่าประธานศาลควรทำอะไรมากกว่าการปลดนายพสิษฐ์ออกจากตำแหน่งเลขานุการ ส่วนตัว นั่นคืออย่างน้อยที่สุดต้องเปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงว่าสิ่งที่นายพสิษฐ์ทำ ตัวเองไม่ได้รับรู้ด้วย หรือบางเรื่องตัวเองรับรู้แต่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดี ตรงนี้ต้องให้ชัด

แต่เมื่อประธานศาลไม่ออกมาชี้แจง ปลดนายพสิษฐ์อย่างเดียวแล้วไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองว่าขอให้เชื่อมั่น ว่าศาลตัดสินคดีบนพื้นฐานของความยุติธรรม ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกดดันใดๆ จึงเป็นการให้สัมภาษณ์ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นปัญหา และการที่ตุลาการให้สัมภาษณ์เช่นนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ถ้าถามผมตอนนี้ว่าประธานศาลควรทำอย่างไร ผมค่อนข้างมักน้อย คือหวังว่าในเบื้องต้นประธานศาลควรออกมาชี้แจงด้วยตัวเองถึงเรื่องที่นาย พสิษฐ์ไปทำอะไร อย่างไร แบบไหน ท่านรับรู้หรือไม่รับรู้

นอกจากนี้ควรปล่อยให้สื่อได้ซักถามเพื่อให้ข้อเท็จจริงทุกอย่างกระจ่าง แจ้งระดับหนึ่ง ตรงนี้อาจจะช่วยให้ท่านสามารถตอบคำถามกับสังคมได้ว่าตัวท่านไม่ได้ปิดบัง หรือปกปิดข้อเท็จจริงต่อเรื่องที่สาธารณชนควรจะรับรู้ในเรื่องที่เกิดปัญหา จากการกระทำของเลขานุการส่วนตัวของตัวเอง ดังนั้น ประธานศาลในเวลานี้อย่างน้อยควรออกมาชี้แจง ส่วนความรับผิดชอบถึงขนาดว่าจะถอนตัวจากองค์คณะในการวินิจฉัยคดียุบพรรคประ ชาธิปัตย์หรือไม่ หรือจะลาออกจากการเป็นประธานศาลหรือไม่ หรือจะลาออกจากการเป็นตุลาการหรือไม่ ตรงนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านจนกว่าจะรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นมาจากอะไรกัน แน่ ซึ่งจะรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นยังไง

เบื้องต้นท่านควรจะชี้แจง แต่ที่ยังไม่เห็นออกมาชี้แจงนั้น คือบางท่านอาจคิดว่าวิธีการแก้ปัญหาก็คืออย่าชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น วิธีนี้อาจใช้ได้หรือเหมาะสมกับเรื่องบางเรื่องหรือบางสถานการณ์ นักการเมืองอาจใช้วิธีการแบบนี้ บางเรื่องไม่ชี้แจง ปล่อยให้เงียบไป แต่เรื่องนี้เกิดกับสถาบันตุลาการ และสถาบันนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นสถาบันที่รักษาความถูกต้องของประเทศ ไม่ให้สาธารณชนเคลือบแคลงใจคล้ายกับว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ เป็นไปอย่างไม่ชอบ
เวลาเกิดปัญหาในศาลจะใช้วิธีการแบบทางการเมือง คือไม่ชี้แจง ผมว่าน่าจะมีโทษมากกว่า เพราะสังคมก็ไม่กระจ่าง เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมก็คิดไปได้ต่างๆนานา ถ้าคิดบนพื้นฐานของเรื่องที่ไม่มีข้อเท็จจริงอาจจะไม่อันตรายเท่าไร แต่ถ้าคิดบนพื้นฐานของเรื่องซึ่งมีข้อเท็จจริงสนับสนุนบางส่วนคนอาจคาดหมาย ได้ว่าเป็นเรื่องจริง และถ้าประธานศาลไม่ยอมชี้แจงคนก็คิดไปกันใหญ่ว่าที่ไม่ยอมชี้แจงเพราะชี้แจง ไม่ได้หรือเปล่า กลัวถูกซักถามหรือเปล่า ผมได้ยินตุลาการบางท่านให้สัมภาษณ์ว่าศาลไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงได้ ตรงนี้ผมเห็นต่างจากตุลาการ

ผมคิดว่าถ้าเป็นเรื่องของคดี เนื้อหาของคดี แน่นอนว่าศาลไม่ควรออกมาชี้แจง แต่พอดีคลิปที่ออกมา โดยเฉพาะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เรื่องของการชี้แจงคำวินิจฉัย แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนอกเหนือคำวินิจฉัย เพราะฉะนั้นตรงนี้ศาลชี้แจงได้ จะบอกว่าศาลไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงทุกเรื่อง ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ ขอยืนยันว่าความรับผิดชอบหรือสิ่งที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญควรทำในเบื้องต้น คือออกมาชี้แจงกรณีคลิปชุดแรก

ส่วนคลิปชุดที่ 2 ไม่ใช่คลิปที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี แต่เป็นคลิปเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน โดยเนื้อหาของคลิปเท่าที่ได้รับฟังจากข่าวเป็นเรื่องการสอบคัดเลือกบุคคล เข้ารับราชการในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าโปร่งใสหรือไม่ และตุลาการบางท่านเข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือก เจ้าหน้าที่ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ แม้คลิปนี้จะไม่ใช่คลิปเกี่ยวกับการพิจารณาคดี แต่ไม่ได้แตกต่างไปจากคลิปยุบพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งเป็นเรื่องบั่นทอนต่อความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการ นั่นคือถ้าเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์ในขั้นสุดท้ายว่าเป็นจริง หรือแม้กระทั่งตอนนี้ ซึ่งคนสงสัยอาจจะเป็นจริง หมายความว่าในขณะที่ตุลาการมีหน้าที่รักษาความถูกต้องของประเทศ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆตุลาการกลับพยายามทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องเข้าไปเกี่ยว ข้องกับเรื่องการสอบคัดเลือกโดยวิธีการที่ไม่โปร่งใส บางท่านเรียกว่าเป็นการทุจริต ตรงนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อตุลาการเหมือนกันว่าในเรื่องบางแม้ขะไม่ ใช่เรื่องการวินิจฉัยคดียังใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง คนจะไว้วางใจได้อย่างไรว่าท่านจะรักษาความถูกต้องเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดี ได้

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคลิปนี้มีการพูดถึงตุลาการด้วยกันเองในหลายเรื่อง บางเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในของตุลาการ โดยเฉพาะเนื้อหาของคลิปที่พูดถึงการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีตุลาการบางท่านเห็นว่าควรอยู่ในตำแหน่ง 3 ปี พอถึงเวลาจริงๆอาจจะยังไม่อยากลง จึงมีกระบวนการเรียกเข้าไปนั่งคุย คุยเสร็จแล้วมีการอัดเทป อีกฝ่ายหนึ่งก็เอามาพูดต่อว่าเขาอัดเทปไว้แล้วอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเห็นว่าเป็นเรื่องของการใช้วิธีการในทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องและไม่ใช่วิสัยที่ตุลาการควรทำ

ผลที่ตามมาคือนอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชนต่อตุลาการที่ทำ เรื่องที่ไม่ถูกต้องแล้ว การทำงานระหว่างตุลาการด้วยกันเองที่พยายามใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องในการห้ำ หั่นกันเพื่อผลบางอย่างจะยิ่งทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อตัวตุลาการทรุด หนักลงไปอีก ตรงนี้อาจเป็นอันตรายต่อสถาบันตุลาการโดยรวมมีผลต่อคดียุบ ปชป. แค่ไหน

ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อคำวินิจฉัยของศาลแยกออกได้ คือความน่าเชื่อถือกับเนื้อหาของคดีหรือเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัย ถ้าคำวินิจฉัยเขียนมาอย่างสมเหตุสมผลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ตรงนี้ความน่าเชื่อถือก็เกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่นอกจากตัวเหตุผลในคำวินิจฉัยแล้ว สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือตัวผู้ทำคำวินิจฉัย ถ้าผู้ทำคำวินิจฉัยมีพฤติการณ์ที่สาธารณชนไม่ไว้วางใจว่าจะสามารถวินิจฉัยบน พื้นฐานของความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง คำวินิจฉัยออกไปถึงจะมีเหตุผลดีอย่างไร อย่างน้อยคนยังมีความคลางแคลงใจอยู่

ถ้าหากเหตุผลในคำวินิจฉัยไม่สมเหตุสมผลตามข้อเท็จจริง ตามข้อกฎหมาย ความไม่เชื่อถือที่ปรากฏอยู่กับผู้ทำคำวินิจฉัย เมื่อนำมาประกอบกับความไม่สมเหตุสมผลของตัวเนื้อหาคำวินิจฉัยจะยิ่งทำให้ เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อคำวินิจฉัยของศาลมากขึ้น คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในชั้นนี้คนกำลังจับดูในแง่ของผู้ทำคำวินิจฉัยว่า วันนี้ผู้ทำคำวินิจฉัยอยู่ในฐานะที่ควรจะไว้วางใจหรือไม่ด้วยเหตุผลที่ปรากฏ อยู่ในคลิป คณะตุลาการนอกจากจะต้องเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตัวเองให้สาธารณชนได้เชื่อใจ

สิ่งสำคัญคือเมื่อจะต้องวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือต้องวินิจฉัยบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ของกฎหมายที่สมเหตุสมผล ถ้าไม่สมเหตุสมผล ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อตัวผู้ทำคำวินิจฉัย ประกอบกับตัวคำวินิจฉัยที่ไม่สมเหตุสมผลจะทำให้ความคลางแคลงใจของสาธารณชน เกิดขึ้นมามากขึ้น และถ้าเกิดขึ้นมาถึงขนาดศาลกอบกู้ภาพลักษณ์ได้ยากแล้ว ในที่สุดจะเป็นผลร้ายต่อระบบตุลาการของประเทศ โดยเฉพาะคณะตุลาการที่เราเรียกว่าศาลรัฐธรรมนูญ
จะเกิดวิกฤตการเมืองอีกครั้ง

ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา 3-4 ปี วิกฤตการณ์ของประเทศที่เกิดขึ้นมา คนจำนวนหนึ่งเห็นตรงกันว่าเป็นวิกฤตที่เกิดจากการทำหน้าที่ของตุลาการ หากเร็ววันนี้มีการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ถ้าคนยังคลางแคลงใจว่าการตัดสินคดีพรรคประชาธิปัตย์ทำบนพื้นฐานของความไม่ ถูกต้องทั้งหลักกฎหมาย ข้อเท็จจริง กระบวนพิจารณา หรืออาจถูกตั้งคำถามถึง 2 มาตรฐานเมื่อเทียบข้อเท็จจริงระหว่างคดีต่อคดีก็มีความเป็นไปได้ที่อาจเกิด ภาวะความไม่ไว้วางใจอย่างยิ่งต่อองค์กรตุลาการ อาจแปรสภาพเป็นปัญหาทางการเมือง ในที่สุดจะนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ผมได้แต่ภาวนาว่าไม่อยากให้เดินไปถึงจุดนั้น ดังนั้น คดียุบพรรคประชาธิปัตย์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องตั้งสติให้มั่นว่าการ วินิจฉัยคดีจะเป็นไปด้วยความยุติธรรมจริงๆ สมเหตุสมผลจริงๆ และไม่ 2 มาตรฐานจริงๆ จึงเป็นหน้าที่ของตุลาการที่จะต้องหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลจนสาธารณชนเชื่อ ใจว่าการตัดสินคดีนี้เป็นไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม

อยากฝากอะไรกับตุลาการศาล รธน.ในฐานะเป็นประชาชนและนักกฎหมายตัวเล็กๆคนหนึ่ง เห็นว่าวันนี้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้แบกเกียรติยศศักดิ์ศรีเฉพาะ ศักดิ์ศรีของตัวท่านอย่างเดียว แต่ท่านมีหน้าที่ในการรักษาศักดิ์ศรีของสถาบันศาลโดยรวมด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตัวของศาล หรือการชี้แจงแถลงเหตุผลของศาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องใด ศาลต้องตระหนักให้มากว่าการทำอย่างนั้นไม่ใช่เพื่อปกป้องตัวเอง แต่เป็นการรักษาสถาบันศาลเอาไว้ ศาลจำเป็นต้องเสียสละตัวเองเพื่อสถาบัน คณะตุลาการควรยอมสละ แต่ถ้ายอมสละสถาบันเพื่อให้ตัวเองรอดก็ไม่ใช่วิสัยของตุลาการที่ดี

ผมยังไม่ได้คิดไกลถึงขนาดว่าให้คณะตุลาการลาออกทั้งคณะ เพราะถ้าพูดด้วยความเป็นธรรมต้องเข้าใจว่าตุลาการที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิด การวิจารณ์ไม่ได้เกิดจากตุลาการทุกคน แต่เกิดจากตุลาการบางส่วน ดังนั้น จึงไม่เป็นธรรมที่จะให้ตุลาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เป็นปัญหาในขณะ นี้ต้องรับผิดชอบเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องลาออกทั้งคณะผมคิดว่าไม่จำเป็น แต่เรื่องตุลาการที่เกี่ยวข้องควรจะลาออกหรือไม่ ผมปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของท่านที่ต้องตัดสินใจว่าท่านคิดว่าเพื่อรักษา สถาบัน ท่านควรทำอย่างไรเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดต่อสถาบันตุลาการ

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 284 วันที่ 6 – 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 หน้า 18-19 คอลัมน์ ฟังจากปาก โดย กิตติพิชญ์ ยิ่งวรการสุข

เสื้อแดงฟ้องศาลโลก


สํานักกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟ์ ในนามของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และบุคคลอื่น ได้จัดทำ รายงานเบื้องต้นของการกระทำที่อาจถือว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษย ชาติในราชอาณาจักรไทย

ยื่นต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ บอกเล่าเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเม.ย.2552 และพ.ค.2553 ก่อนจะยื่นเอกสารอีกฉบับยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในอีก 8 อาทิตย์ข้างหน้า
รายงานมีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 นำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลุ่มรัฐบาลผสมใหม่จัดตั้งขึ้นจากการร่วมมือของอดีตแกน นำสมาชิกพรรคพลัง ประชาชน นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ มีการประชุมหารือกันในวันที่ 6 ธ.ค. ที่บ้านของนายทหารคนหนึ่ง มีการล็อบบี้อย่างหนักโดยทหารและสมาชิกองคมนตรี

หลังขึ้นสู่อำนาจรัฐบาลพยายามปิดปากฝ่ายตรงข้าม โดยใช้ระบบกฎหมาย และคุกคามทางการเมือง ส่งผลให้คณะกรรมการปกป้องนักข่าวและนักข่าวไร้พรมแดนประณามรัฐบาล อภิสิทธิ์ อย่างรุนแรง รายงานที่เผยแพร่เมื่อต้นปี กลุ่ม Human Rights Watch ออกมากล่าวถึง “ความเสื่อมถอย” ของสิทธิมนุษยชนในไทย และผลการจัดอันดับความมีเสรีภาพของสื่อทั่วโลกโดยนักข่าวไร้พรมแดนในปี 2553 ได้จัดให้ไทยอยู่ในลำดับที่ 153 ซึ่งตกลงมาถึง 23 ลำดับ

รายงานเล่าถึงเหตุการณ์ปี 2552 ที่เริ่มจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พัทยา นำไปสู่การยกเลิกการประชุมผู้นำสุดยอดอาเซียน และทหารเข้าสลายกลุ่มเสื้อแดงที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ เช้าตรู่วันที่ 13 เม.ย.


มีการยิงพลเรือนที่ไม่มีอาวุธโดยใช้กระสุนจริงในความมืดก่อนรุ่งสาง ทำให้ผู้ชุมนุมกว่า 123 รายได้รับบาดเจ็บ

พยานให้การว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างน้อย 6 คนเสียชีวิตทันทีจากการสาดกระสุนยิง แต่ศพถูกลำเลียงขึ้นรถบรรทุกและขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว หลายวันต่อมาศพผู้ชุมนุมเสื้อแดง 2 ราย ลอยขึ้นอืดเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา สภาพศพถูกมัดและมีผ้าปิดปาก

การสังหารหมู่ปี 2553 ใช้วิธีการเดียวกันกับปี 2552 โดยใช้กระสุนจริงยิงกลุ่มผู้ชุมนุมและพลเรือนที่ปราศจากอาวุธ ในรายการ ลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค. กระทั่งบ่ายของ 10 เม.ย ทหารเริ่มต้นสลายผู้ชุมนุมบริเวณ สะพานผ่านฟ้า จากนั้นเป็นสี่แยกคอกวัว ทหารระดมยิงกระสุนยางจากปืนสั้น 12 เล็งตรงไปยังพลเรือน ขณะที่กองกำลังทหารอื่นๆ ระดมยิงกระสุนจริงจาก เอ็ม 16 และปืนไรเฟิลอัตโนมัติ จากหลักฐานเทปวิดีโอบันทึกชัดเจนว่าการใช้ เอ็ม 16 ปืนในโหมดอัตโนมัติกระสุนปืนจริงนั้นจะไม่มีการใช้อแดปเตอร์ และหลักฐานยังแสดงว่ามีการใช้กระสุนปืนจริง

เหตุการณ์รุนแรงขึ้นในเวลา 19.50 น. มีการปาระเบิดไปทางฝั่งของทหารบริเวณถนนดินสอ ทหารเสียชีวิตหลายนาย จากนั้นทหารที่เคยใช้ปืนไรเฟิลยิงข่มขู่ผู้ชุมนุม กลับยิงกระสุนปืนจริงนับพันใส่ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธและรวมตัวกันอยู่ รอบอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยทันที และจากนั้นทหารที่รวมกลุ่มกันที่ถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว กราดกระสุนนับพันนัดใส่ผู้ชุมนุม

รายงานอ้างพยานให้การถึงเหตุการณ์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเย็นวัน นั้น หลายคนไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ แต่ผู้ร้องทราบและมีข้อมูลสามารถเปิดเผยให้แก่อัยการได้หากมีกระบวนการคุ้ม ครองชีวิตและความปลอดภัยของพยานและครอบครัว

พยานปากที่ 14 เห็นเหตุการณ์ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้า ในวันที่ 10 เม.ย. เวลา 18.30 น. พยานเดินทางไปยังถนนตะนาว เห็นทหารยิงกระสุนจริงเข้าใส่กลุ่มคนเสื้อแดงโดยไม่เตือนล่วงหน้า คนที่ถูกยิงอย่างน้อย 1 ราย เลือดไหล และเห็นรูกระสุนบนกำแพงโดยรอบ ในระดับสายตาหรือต่ำกว่านั้น
พยานได้ยินเสียงปืนและชายคนหนึ่งถูกยิงที่ใบหน้า การ์ดเสื้อแดงใช้เชือกกั้นบริเวณที่ชายดังกล่าวล้มลง มีกองเลือดบนพื้น และเศษกระดาษที่ระบุชื่อและอายุชายคนดังกล่าว และเห็นกองเลือดอีกสองกองใกล้ๆ กัน มีเศษกระดาษที่ระบุว่าชายทั้งสองคนถูกยิงเสียชีวิตในบริเวณดังกล่าว

พยานปากที่ 16 พวกเขาถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา ขณะที่พยานกำลังใช้น้ำทำความสะอาดตาบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พยานถูกยิงที่ตาและเป็นเหตุให้สูญเสียดวงตา

พยานปากที่ 2 ระบุแก๊สน้ำตาถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ในเวลา 19.20 น. โดยปราศจากการเตือนล่วงหน้า ทหารเริ่มยิงปืนใส่กลุ่มผู้ชุมนุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย

พยานปากที่ 5 เป็นนักข่าว ให้การว่า เวลา 19.00 น. วันที่ 10 เม.ย. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มทหารยิงปืน เอ็ม 16 ขึ้นฟ้า จึงบันทึกภาพไว้ เมื่อทหารขับรถออกไปเกิดเหตุระเบิดใกล้กับที่พยานยืนอยู่ คิดว่าเป็นระเบิดปิงปองจากกลุ่มทหารที่สนับสนุนพันธมิตร ขณะที่ขบวนรถทหารขับออกไป ชายเสื้อแดงถือกิ่งไม้วิ่งตะโกนมาตามถนนว่า “มันฆ่าพี่น้องเรา” รถขบวนทหารคันหลังซึ่งอยู่ห่างจากชายคนดังกล่าวราว 150 เมตร โดยไม่มีเสียงเตือนชายคนดังกล่าวถูกยิง 5 นัด จากทิศทางของรถขบวนทหาร

พยานปากที่ 17 ให้การว่าราว 19.00 น. มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงกว่าหนึ่งพันคนบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทหารเริ่มยิงปืนขึ้นฟ้า ขณะทหารถอยร่นไปยังบริเวณถนนดินสอได้ใช้กระสุนปืนจริงยิงใส่กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่มีอาวุธ ชายคนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะ สมองไหลออกมาจากหัวกะโหลก พยานบันทึกภาพไว้

จากนั้น เห็นทหารบาดเจ็บบริเวณถนนดินสอ และบันทึกวิดีโอที่กลุ่มคนเสื้อแดงพยายามปฐมพยาบาลให้ ขณะที่ทหารยังคงยิงปืนใส่พยานและคนเสื้อแดงที่กำลังปฐมพยาบาลทหาร คนเสื้อแดงที่ช่วยปฐมพยาบาลทหารถูกยิงที่เท้า ส่วนพยานถูกยิงเข้าที่ช่องท้อง

พยานปากที่ 15 เป็นอาสาพยาบาลและอยู่ในเหตุการณ์การยิงปะทะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ราว 60 เมตรทางทิศเหนืออนุสาวรีย์ฯ พยานเห็นคนเสื้อแดงปฐมพยาบาลทหาร ทหารยังคงยิงใส่ผู้ชุมนุม และเพิกเฉยต่อสัญลักษณ์กาชาดบนอุปกรณ์ปฐมพยาบาล และอาสาพยาบาลถูกยิงที่เท้า

เวลา 20.15 น. ข้าราชการผู้ใหญ่ได้ติดต่อกับผู้นำเสื้อแดงทางโทร ศัพท์มือถือ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดที่อาจเพิ่มมากขึ้น แกนนำเสื้อแดงตกลงอย่างรวดเร็ว ณ เวลานั้นมีเสื้อแดงเสียชีวิต 17 ศพ มีผู้บาด เจ็บกว่า 600 ราย

3 พ.ค. นายกฯ ประกาศแผนการปรองดองเพียงฝ่ายเดียว และรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในต้นเดือนพ.ย. คนเสื้อแดงยอบรับข้อเสนอแผนการปรองดองแต่ไม่ยอมสลายการชุมนุมเพราะต้องการ ความมั่นใจจากรัฐบาล

13 พ.ค. 1 วันหลังจากที่รัฐบาลยกเลิกข้อเสนอให้มีการจัดการเลือกตั้งล่วง หน้า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกซุ่มยิงระหว่างให้สัมภาษณ์ บริเวณ สวนลุมพินี และเสียชีวิต 2-3 วันหลังจากนั้น กระสุนที่ปลิดชีวิตเสธ.แดง เป็นกระสุนจริงชนิดเดียวกันที่ทหารใช้ยิงผู้ชุมนุม

จากนั้นกองทัพพยายามเข้ายึดที่ชุมนุม มีการฆ่าหมู่เกิดขึ้นบริเวณที่ชุมนุม แยกราชประสงค์ ดินแดง และลุมพินี บางพื้นที่ เช่น ถนนราชประสงค์ ไปจนถึงทางทิศเหนือ และถนนพระราม 4 ไปจนถึงทางทิศใต้ เป็นเขตที่ทหารประกาศใช้ “กระสุนจริง”

นักข่าวช่างภาพ Nick Nostitz บันทึกว่า มีคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณดังกล่าวถูกยิงได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการ ยิงของฝ่ายทหารจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือเด็กผู้ชายอายุ 10 ขวบ ถูกยิงที่สถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน

นักข่าวยังตกเป็นเป้าสังหาร Nelson Rand นักข่าวชาวฝรั่งเศส อายุ 24 ปี ถูกยิงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ทางทิศใต้ของสวนลุมพินี ขณะที่ Fabio Polenghi ช่างภาพชาวอิตาลี เสียชีวิตจากการถูกยิงเข้าที่หน้าอกในวันที่ 19 พ.ค.

ที่น่าเลวร้ายที่สุดคือ ทหารได้กั้น “เรดโซน” กันไม่ให้อาสาพยาบาลเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ และยิงพวกเขาในขณะที่เข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ

คำให้การพยานถึงการสลายการชุมนุมระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค.

พยานปากที่ 18 (14 พ.ค.) เป็นคนเสื้อแดง เดินทางไปยังสวนลุมพินี เห็นทหารหลายคนอยู่นอกรั้วของ สวน เล็งปืนเข้าไปในสวน และทหารที่อยู่ในสวนถือปืนสั้น พยานถูกทหารถือปืนไรเฟิล M16 ที่มีลำกล้องส่อง ยิงที่ขาขวาด้านล่าง พยานขับรถหนีแต่ทหารยังคงยิงไล่ล่าราว 30-40 ครั้ง ขาและข้อเท้าขวาของพยานถูกยิงกระจุย

พยานปากที่ 19 (14 พ.ค.) เดินทางไปสวนลุมพินี เห็นทหาร 50-60 ราย ยืนเรียงแถวตามรั้วเล็งปืนไรเฟิลเข้าไปในสวน ทหารคนหนึ่งยิงพยานด้วยปืนสั้นโดนหัวไหล่ด้านซ้าย พยานวิ่งไปยังต้นไม้ ทหารยังคงยิงกระสุนสาดใส่หลายนัดสลับกับการยิงทีละนัด พยานถูกยิงเป็นครั้งที่สองด้วยกระสุนปืนไรเฟิล จึงโดดลงไปในสระน้ำ โผล่ขึ้นมาเห็นทหาร 3 นาย จึงโดดขึ้นจากสระวิ่งหนี และถูกยิงเป็นนัดที่ 3 กระสุนไรเฟิลเข้าที่น่องขาด้านซ้าย

หลังได้รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล พยานถูกส่งตัวไปยังเรือนจำและถูกล่ามโซ่ที่เตียงนอน ได้รับแจ้งว่าถูกจับกุมเนื่องจากละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พยานถูกล่ามโซ่ไว้ที่เตียงนอนตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นถูกคุมขังในห้องขังปกติและไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาทางอาญาอย่างเป็น ทางการ พยานถูกเรียกไปให้ปากคำที่สำนักงานอัยการ 2 ครั้ง แต่ถูกเลื่อนออกไป

พยานปากที่ 20 ให้การเห็นทหารใกล้ซอยงามดูพลีในวันที่ 14 พ.ค. ซ่อนตัวอยู่ใต้สะพานไทย-เบลเยียม พยานยิงธนูใส่ทหาร ทหารโต้กลับด้วยกระสุนจริง เห็นแม่ค้าอายุราว 50 ปีถูกยิงเสียชีวิต และชายหนุ่มอายุราว 30 ปีถูกยิงเข้าที่แก้ม และชายหนุ่มที่มีรอยสักคนหนึ่งถูกยิงเข้าที่กระดูกสันหลัง

เห็นผู้ถูกยิงทั้งหมด 6 ราย 4 ใน 6 รายเสียชีวิต รวมถึงแม่ค้า และชายคนที่ถูกยิงขณะกำลังบันทึกภาพวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือ พยานและประชาชนอีกราว 30 คน เข้าไปหลบภัยในตรอกใกล้เวทีมวยลุมพินี ทั้งหมดถูกทหารใช้กำลังบังคับให้ออกจากบริเวณดังกล่าว นายทหารได้สั่งการและบังคับให้คนเหล่านั้นงอตัว เตะและตี ใช้ปืนที่ปลดล็อกแล้วเล็งใส่ด้วย

พยานปากที่ 12 (14 พ.ค.) พยานเป็นอาสาสมัครตำรวจในกรุงเทพฯ พยานและภรรยาถูกบังคับให้หยุดอยู่หน้าโรงแรมอินทรา ตรงบริเวณสะพานลอยข้ามถนนราชปรารภมีทหาร 8 นายเฝ้าอยู่ ยิงทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวในทุกทิศทาง หญิงสาวคนหนึ่งพยายามข้ามถนนจึงถูกยิงล้มลง เวลา 20.00 น. ทหารยิงใส่มอเตอร์ไซค์ 2 คัน จนล้มลงกับพื้น ไม่กี่นาทีได้เกิดเหตุระเบิดหน้าโรงแรมอินทรา
ก่อนระเบิดพยานเห็นแสงเลเซอร์แดงยิงสาดลงมาก่อนแสงเลเซอร์สีเขียวปรากฏ จากนั้นเกิดเสียงระเบิดทันที เมื่อเห็นแสงดังกล่าวอีกก็เกิดเหตุระเบิดครั้งที่สอง มีผู้บาดเจ็บ 3 คนรวมถึงพยาน ที่โดนสะเก็ดระเบิดมีแผลที่หลัง

พยานปากที่ 22 เล่าเหตุการณ์ที่ถนนราชปรารภ ระหว่างแยกดินแดงและซอยหลังสวน (14-15 พ.ค.) พยานเห็นเหตุการณ์จากระเบียงห้องพัก ทหารมีอาวุธครบมือเปิดฉากยิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ราว 18.00 น. ตอนแรกทหารใช้กระสุนยาง ตามด้วย กระสุนจริง โดยไม่แยกแยะว่าจะเป็นศีรษะหรือเท้า เหยื่อบางคนเป็นประชาชนที่มุงดูเหตุการณ์

รุ่งขึ้นราว 08.15 น. พยานเห็นประชาชนราว 15 คนเดินขบวนบนถนนถือธงชาติไทย ทันใดนั้นพวกเขาก็ถูกยิงด้วยปืนไรเฟิล (นาโต 223) โดยไม่เตือนล่วงหน้า พลเรือนสองคนถูกยิงเสียชีวิตทันที แต่ทหารยังคงสาดยิงกระสุนหลังจากนั้นราว 30 นาที และยังยิงคนที่พยายามเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บด้วย
พยานปากที่ 23 พยานเข้าร่วมการชุมนุมที่ดินแดง และในบริเวณที่ชุมนุม ประมาณวันที่ 18-19 พ.ค. พยานเห็นทหารยิงศีรษะของหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพเก็บขยะขาย ซึ่งอาจเป็นความผิดพลาดเพราะหญิงดังกล่าวไม่ใช่ผู้ชุมนุม กลุ่มทหารดังกล่าวมีอายุน้อยและยิงใส่ทุกคนในบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์

19 พ.ค. วันมหาวิปโยคแห่งการฆ่าหมู่ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมากที่สุดใน ประวัติศาสตร์ไทย จำนวนผู้เสียชีวิตอาจจะมีมากกว่านี้มากมายหากแกนนำเสื้อแดงไม่ยอมมอบตัว
อีกหลายชั่วโมงหลังจากการสลายการชุมนุม มีประชาชนอีก 6 ราย ถูกสังหารในวัดปทุมวนาราม นักข่าวต่างชาติที่ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุเล่าว่ามือปืนซุ่มยิงผู้ ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธที่อยู่ในวัดจากรางรถไฟฟ้า พยาบาล 3 ใน 4 รายสวมเครื่องแบบที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นอาสาพยาบาล เป็น 1 ในพลเรือนที่ถูกยิงเสียชีวิต

พยานปากที่ 6 และ 9 ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ วันที่ 19 พ.ค. ราว 16.00 น. และ 17.00 น. เห็นทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตรงทางเข้าวัด ส่วนเต็นท์พยาบาลภายในวัดมีสัญลักษณ์กาชาดชัดเจน เวลา 18.30 น. ทหารเริ่มยิงเข้าไปในเขตวัดโดยไม่มีคำเตือนล่วงหน้า

เต็นท์พยาบาลถูกยิงกราด มีอาสาพยาบาล 3 รายถูกยิงเสียชีวิต กมนเกด อัคฮาด, มงคล เข็มทอง และ อัครเดช แก้วขัน ซึ่งอัครเดช เสียชีวิตลงอย่างเจ็บปวดทรมาน ทหารยิงทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปขอความช่วยเหลือเบื้องต้นจากพยาบาลในเต็นท์

เวลา 19.00 น. กลุ่มทหารเข้าไปตะโกนด่าหยาบคายในวัด ในขณะที่พยานและคนอื่นช่วยกันลากศพไปไว้ในที่ปลอดภัย และทหารยังพยายามยิงพวกเขา ทหารหยุดยิงราว 20.00 น.

รายงาน ระบุ จากการสลายการชุมนุม รัฐบาลอภิสิทธิ์และกองทัพเพิกเฉยหลักการพื้นฐานของการควบคุมฝูงชน ซึ่งตรงข้ามกับ”มาตรฐานสากล” อย่างเช่น หลักการพื้นฐานของการใช้กำลังและอาวุธของคณะกรรมการบังคับใช้กฎหมายองค์การ สหประชาชาติ

การสลายการชุมนุมไม่มีความพยายามที่จะใช้ “อาวุธที่ไม่มีความรุนแรง” ไม่มีการใส่ใจ และสนใจว่าจะมีอันตรายต่อผู้ไม่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นหรือไม่ หรือพยายามรักษาชีวิตของผู้อื่น

การตอบโต้ของทหารไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำตอบโต้ของคนเสื้อแดงที่เพื่อ แค่ เผายางรถยนต์ หรือจุดประทัด การทำร้ายอาสาพยาบาลแสดงให้เห็นถึงการไม่ “พยายามช่วยเหลืออาสา พยาบาล เพื่อบรรเทาจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บก่อนหน้านี้”

รายงานระบุ นอกจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลยังออกกฎระเบียบเพิ่มเติมที่ให้ขยายอำนาจพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ใน การจับกุมและคุมขังผู้ต้องสงสัย รวมไปถึงการเรียกตัวบุคคลมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ หรือให้หลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ชัดเจนว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ถูกบังคับใช้ในการจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เป็นการเอื้ออำนาจให้กับรัฐบาลในการทำลายอำนาจทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม การยืดพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป ยังเป็นการละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ เมือง (ICCPR)
เพื่อการพิจารณากระทำการสอบสวน ผู้ร้องได้ยื่นรายงานเบื้องต้นต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการกระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และประมาณ 8 อาทิตย์ จะยื่นเอกสารอีกฉบับเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลในกรณีของศีลธรรมอันดี

รายงานระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีมาตรฐานที่ต่ำในการ”ดำเนินการสอบสวนที่เป็นอิสระ” การสอบสวนในอดีตถึงเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถึงการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 500 ราย ที่เกิดจากกองทัพเรือไทยผลักเรือของพวกเขาออกไปยังทะเลหลวง ทำให้เห็นว่าจะสามารถคาดหวังอะไรได้จากการสอบสวนของรัฐบาลถึงความรุนแรงใน เดือนเม.ย. และ พ.ค.2553
และแม้ว่ารัฐบาลมีโอกาสที่จะกระทำการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็น อิสระ แต่เป็นที่กระจ่างชัดแล้วว่ารัฐบาลไม่เต็มใจ หรือสามารถที่จะกระทำดังกล่าว

นอกจากจะล้มเหลวในการเริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างเป็น ธรรม และสมบูรณ์ รัฐบาลยังคงปฏิเสธให้แกนนำเสื้อแดงเข้าถึงหลักฐานผลชันสูตร เอกสาร และวิดีโอภาพและเสียงที่ใช้ประกอบการดำเนินคดี

แม้จะไม่มีข้อกำหนดให้ผู้ร้องต้องระบุรายชื่อของกลุ่มผู้กระทำผิด หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อันระบุในคำร้องนี้ในขั้นตอนการ ยื่นเอกสาร แต่ถือเป็นเรื่องอันเหมาะสมที่จะสรุปความรับผิดของกลุ่มผู้นำพลเรือนและนาย ทหารระดับสูงในรัฐบาลไทย

รายงานระบุว่า ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศอฉ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. และผู้บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ.
พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ อดีตรรท.ผบ.ตร. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานคณะที่ปรึกษาทบ.
พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ รองผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ.