20 พ.ค. 2553

จับประชาธิปไตยถ่วงน้ำ




โดย...สลับฉาก

20 พ.ค.53


ปฏิบัติการจับประชาธิปไตยถ่วงน้ำภายใต้เพลิงแค้นของมวลประชา    เริ่ม..ตั้งแต่ตี 4   จนสลายการชุมนุมได้เรียบร้อยในเวลาบ่าย 2 โมง     เป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของรัฐบาลชุดนี้ในชัยชนะผู้ก่อการร้ายมือเปล่า    
สิ่งที่เกิดขึ้นทันที หลังชัยชนะของรัฐบาลก็คือ  จลาจลที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพ และลุกลามไปสู่ต่างจังหวัด    เมื่อมวลชนคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นความรุนแรง    ราวกับคลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นหลังอาฟเตอร์ช็อก     และที่ไม่ไช่คนเสื้อแดงถือโอกาสปล้นสะดม 
    
เพียงหนึ่งวันมีการวางเพลิง ทั่วกรุงเทพ 30 กว่าจุด   เช่น   1.  สยามพารากอน    2.สยามสแควร์   3.ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด    4. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย     5.  อาคารแห่งหนึ่งย่านบ่อนไก่    6-7. ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย สาขาอโศก   8-9.  สำนักงาน ป.ป.ส.และร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น        10-11.ธนาคารกรุงเทพและสาขาธนาคารออมสิน สาขาดินแดง     12. อาคารมาลีนนท์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 3    13-14.ธนาคารกรุงเทพ และห้างโลตัส พระรามสี่     15. การไฟฟ้านครหลวง สาขาคลองเตย      16.ธนาคารกรุงเทพ สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ   17.ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานเหลือง    18.ห้างเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ    19. ธนาคารกสิกรไทย พระราม 4   เป็นต้น

ไฟแห่งความแค้นได้ปะทุไปในหลายจังหวัด   มีการเผาศาลากลางจังหวัดใน 3-4 จังหวัดภาคอีสาน เช่น อุดรธานี อุบลราชธานี และขอนแก่น  เป็นต้น
เหตุรุนแรงในขอนแก่น   รุนแรงขนาดบุกจะเผาบ้านนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคภูมิใจไทย  และมีการบุกเข้าไปจะวางเพลิงสถานีไทรทัศน์เอ็นบีที
"กรณ์ จาติกวณิช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินความเสียหายขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท  แต่นี่เป็นเพียงความเสียหาย"วันแรก"เท่านั้น

"ข่าวร้าย"ปลิวว่อนไปทั่วโลก   บรรยากาศในกรุงเทพ เสมือนฉาก " เสียกรุง"  ควันไฟทมึนดำไปทั่วท้องฟ้า     สื่อต่างชาติ  วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในวันล้อมปราบว่า วันที่น่ากลัวที่สุด ยังมาไม่ถึง !!!!

ปฏิบัติการเพียงวันเดียวมีคนตายเพิ่ม 14 ศพ รวมกับ 7 วันที่แล้วก็เท่ากับ 50 ศพ ไม่นับบาดเจ็บอีก เกือบ 400 คน และตัวเลขความสูญเสียกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ
 
แล้วที่สุด เมื่อรัฐบาลควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่  จึงได้มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถานในกรุงเทพฯ และอีก 23 จังหวัดในภาคกลาง เหนือ และอีสาน  ที่มีประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้แล้ว ตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น.   ผู้คนต่างสับสนโกลาหลในการกลับบ้านเพราะถนนบางเส้นเกือบ2 ทุ่มรถยังติดอยู่     วันรุ่งขึ้น(20พ.ค.53)รัฐบาลก็ประกาศเคอร์ฟิวต่ออีก 3 วันแต่เปลี่ยนเวลาเป็น 21.00-05.00 น.   สถานการณ์ยังไม่รู้จะหยุดอยู่แค่นี้หรือจะกระจายต่อเหมือน"ไฟลามทุ่ง"

สงครามยังไม่จบ   สุรชัย และจักรภพ กำลังจับมือกับแกนนำอื่นๆ    เพื่อสางเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงต่อไป    และกล่าวว่าหมดยุคที่จะใช้การปฏิรูป แต่ต้องใช้การปฏิว้ติประชาธิปไตยแทน    และจะรับไม้เป็นแกนนำรุ่นต่อไป

18 พ.ค. 2553

สดุดีวีรชนขุนพลเสธ.แดง


โดย...สลับฉาก

18 พ.ค.53

นับเป็นความสูญเสียบุคคลากรอันมีค่าอีกท่านหนึ่งของประเทศไทย เพราะความรู้ความสามารถกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ในคนคนหนึ่งนั้นต้องใช้ ทรัพย์สินเวลาและสติปัญญา   ถ้ามาเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจึงเป็นความสูญเสีย   โดยเฉพาะอย่างงยิ่งหากเป็นคนดีด้วยแล้วก็นับได้ว่าเป็นความสูญเสียของประเทศ ได้เลยทีเดียว

เสธ.แดง หรือพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีคุณสมบัติทั้งมีความรู้ความสามารถและเป็นคนดี   การสูญเสียท่านผู้นี้จึงถือว่าประเทศสูญเสียบุคคลากรอันมีค่าคนหนึ่ง   ขอให้คนเลวที่เป็นผู้ยิงและคนสั่งยิงได้รับผลกรรมที่ทำไว้โดยพลัน
ประวัติเสธ.แดง

พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นชาวอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2494 เป็นบุตรชายคนสุดท้องของ ร.อ.สนิท สวัสดิผล และนางสอิ้ง สวัสดิผล จากจำนวนพี่น้อง 4 คนซึ่งเป็นหญิง 3 คนและชาย 1 คน
จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนศรีวิกรม์

การศึกษาด้านการทหาร จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11, โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22 และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 63

ได้เรียนต่อปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาปี 2528 ปริญญาโท คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำเร็จการศึกษาปี 2539 ปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม สำเร็จการศึกษาปี 2545 ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง สำเร็จการศึกษาปี 2547 และจบปริญญาเอก สาขาบริหารรัฐกิจ University of Northern Philippines สำเร็จการศึกษาปี 2551

การศึกษาเพิ่มเติม

1. หลักสูตรจู่โจม รุ่นที่ 36 ปี 2516
2. หลักสูตรกระโดดร่ม รุ่นที่ 84 ปี 2517
3. หลักสูตรสงครามนอกแบบ รุ่นที่ 8 ปี 2521
4. หลักสูตรคอมพิวเตอร์ รร.นายร้อย จปร. รุ่นที่ 1 ปี 2527
5. ครุศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2528
( คำสั่ง ยก. ที่ 2158 ลง 31 ม.ค. 28 )
6. หลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 63 ปี 2528
7. หลักสูตรข่าวลับ รุ่นที่ 26 ปี 2530
8. หลักสูตรภาษาอังกฤษ ยศ.ทบ. รุ่นที่ 2 ปี 2532
9. หลักสูตรภาษาอังกฤษ ยศ.ทบ. รุ่นที่ 3 ปี 2534
10. หลักสูตรคอมพิวเตอร์ สส.ทบ. รุ่นที่ 1 ปี 2535
11. ปริญญาโท คณะพัฒนาสังคม ( นิด้า ) รุ่นที่ 1 ปี 2539
( คำสั่ง ทบ. ที่ 797/2535 ลง 24 ส.ค. 35)
12. นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปี 2545
( คำสั่ง ทบ. ที่ 368/2543 ลง 10 ก.ค. 43)
13. เศรษฐศาสตรบัณฑิต (ภาคพิเศษ รุ่นที่ 3) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2547
( คำสั่ง กห. ที่ 0461/0400 ลง 21 ม.ค. 46 )
14. ดุษฎีบัณฑิตทางรัฐประศาสนศาสตร์ (DPA) University of North Philippines ปี 2550

รับราชการ

พล.ต.ขัตติยะ เข้ารับราชการครั้งแรกในกองพันทหารราบที่ 4 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี และเติบโตมาในสายทหารม้า เคยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษ ประจำกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2543 เคยเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในช่วงปี 2529 เป็นนายทหารติดตามของ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเคยเป็นนายทหารคนสนิทของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

ตำแหน่งปกติ

1. ผบ.มว.ร้อย ม.ยานเกราะ ผส.5 ร.พัน4 ( ร.ต.-15 พ.ค.16 ) ( ผู้บังคับหมวดกองร้อยทหารม้ายานเกราะ กรมผสมที่ 5 กองพันทหารราบที่ 4 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี )
2. ผบ.มว.ลว.ม.พัน 3 รอ. ( ร.ท.-27 พ.ย.18) ( ผู้บังคับหมวดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวน กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ )
3. ฝอ.3 ร้อยฝึก ม.พัน 3 รอ. ( ร.อ.-1 ธ.ค.21) ( นายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึกกองร้อยฝึก ) กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ)
4. ผช.ฝอ.3 ม.พัน 3 ร.อ. ( ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก) กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ)
5. ผบ. ร้อย ลว.ม.พัน 3 รอ. ( ผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวน กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ)
6. ผบ.ร้อยฝึก ม.พัน 3 ร.อ. (พ.ต.-21 ธ.ค.25) (ผู้บังคับกองร้อยฝึก กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ฯ กรุงเทพฯ)
7. ฝอ.3 ม.1 รอ. ( นายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ฯ กรุงเทพฯ )
8. อจ.ส่วนวิชาการทหาร รร.จปร. (พ.ท. -12 ต.ค.29)
( อาจารย์ส่วนวิชาการทหารอ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก
9. นายทหารวิจัยและพัฒนาการรบ สบส.
( นายทหารวิจัยและพัฒนาการรบ สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง กรุงเทพฯ )
10. เสธ.ม.4 รอ.
( นายทหารฝ่ายเสนาธิการ กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ฯ จ.สระบุรี )
11. ผบ.พัน 30 พล.ร. 2 รอ.
( ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 30 กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี)
12. เสธ. จทบ.สบ. (พ.อ.-19 ธ.ค.33)
( นายทหารฝ่ายเสนาธิการจังหวัดทหารบกสระบุรี )
13. ประจำ ศม.
( ประจำศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี )
14. ทส.รมช.กห. (พ.อ.(พิเศษ) 1 ก.พ. 37)
( นายทหารคนสนิท รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม)
15. ประจำ บก.ทบ.
( ประจำกองบัญชาการกองทัพบก )
16. ผชก. บก. ทหารสูงสุด (พล.ต.-1 ต.ค.41 )
( ผู้ชำนาญการกองบัญชาการทหารสูงสุด )
17. ผทค.ทบ. ( ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก )
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล สมรสกับ นาวาเอก (พิเศษ) หญิง จันทรา สวัสดิผล (เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง) มีบุตรสาวด้วยกันทั้งหมด 1 คน ชื่อ นางสาวขัตติยา สวัสดิผล (ชื่อเล่น: เดียร์) ปัจจุบันทำงานเป็นทนายความในสำนักกฎหมายเอกชน
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีเว็บไซต์ของตนเอง ที่วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันอย่างดุเดือด โดยบุคคลที่ชื่นชอบจะเรียกชื่อ พล.ต.ขัตติยะ อย่างเคารพว่า "อาแดง"

บทบาททางการเมือง

ทางการเมืองในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 พล.ต.ขัตติยะ ก็ได้แสดงบทบาทของตนเองออกมา ในตอนแรกได้วิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายต่อหลายครั้งเรื่องปัญหาการฆ่าตัดตอนในสงครามกวาล้างยาเสพติด ซึ่งทำให้เกิดปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และการปล้นปืนขึ้น ซึ่งพล.ต.ขัตติยะเห็นว่าไม่ถูกต้อง ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. 2551 การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ขัตติยะก็ได้ไปปรากฏตัว ณ ที่ชุมนุมด้วยโดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าเช้ามาสังเกตการณ์ แต่ต่อมาไม่นาน พล.ต.ขัตติยะก็ได้เปลี่ยนท่าทีใหม่โดยสิ้นเชิง ได้แสดงท่าทีและวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำประเด็นเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นทางการเมือง ทำให้เกิดปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรได้วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกนิ่งเฉยในประเด็นเขาพระวิหาร โดยพล.ต.ขัตติยะ ในช่วงแรกได้ออกมาปกป้องทั้งในเรื่องประเด็นทุจริตรถเกราะยูเครน 8 ล้อ และประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งพล.ต.ขัตติยะออกมาโต้แทนว่า พล.อ.อนุพงษ์ ท่านหน่อมแน้ม จึงโดนตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ซึ่งผลการสอบไม่มีความผิดแต่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ผู้บังคับบัญชา ในเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง
พล.ต.ขัตติยะได้วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะ ศอฉ. อีกครั้งว่าปล่อยให้พันธมิตรยึดสนามบินไม่ยอมนำกำลังออกมาช่วยรัฐบาลตามที่ มีคำสั่งจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในการปราบปรามกลุ่มพันธมิตร นอกจากนี้ยังนำผู้นำเหล่าทัพไปให้สัมภาษณ์ช่อง 3 ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ บอกให้ นาย สมชาย วงษ์สวัสดิ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยหลังจากจุดๆนี้เป็นต้นไป พล.ต.ขัตติยะได้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกลุ่มพันธมิตรและพล.อ.อนุพงษ์ จนกระทั่งถูกคำสั่งพักราชการในเดือนมกราคม 2553 ในข้อหาวิพากษ์วิจารณ์ผู้บังคับบัญชา ซึ่ง พล.ต.ขัตติยะ ไม่ยอมรับ โดยอ้างว่ากองทัพไม่มีอำนาจในการสั่งพักราชการตน เนื่องจากตนเป็นถึงนายทหารระดับนายพล
ต่อมา พล.ต.ขัตติยะก็ได้ประกาศตัวว่าเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ และตระเวนไปปราศรัยที่เวทีคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และประกาศตัวว่าถ้าสามเกลอพลาดจะขึ้นเป็นแกนนำแทนด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ต่อมา ได้ทำให้นายทหารระดับสูงในหลายส่วนของกองทัพบกได้ออกมาวิจารณ์การกระทำของ พล.ต.ขัตติยะ ถึงความเหมาะสมรวมทั้งได้แสดงออกถึงการร่วมใจปกป้องศักดิ์ศรีของกองทัพด้วย
ในทางการเมือง พล.ต.ขัตติยะ ได้มีแนวคิดจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ในชื่อ พรรคเสธ.แดง เพื่อลงเลือกตั้งในปลายปี 2550 โดยมีจุดมุ่งหมายคือ แยกอำนาจสอบสวนออกจากตำรวจและตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาดูแลแทน โดยตำรวจมีหน้าที่จับกุมและส่งตัวมาให้หน่วยงานสอบสวน แต่ไม่ได้รับการรับรองให้จดทะเบียนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยนางสดศรี สัตยะรรม ให้เหตุผลว่าเป็นชื่อบุคคลไม่สามารถนำมาตั้งชื่อพรรคได้ โดยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยเรื่องชื่อพรรคนี้เรื่องค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ 2 ปีเต็มไม่มีความคืบหน้า เพราะมีเรื่องเร่งด่วนรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอีกหลายเรื่อง จึงขอถอนเรื่องออกมาและมาจัดตั้งใหม่ ในนามว่า พรรคขัตติยะธรรม ซึ่งแปลว่า ธรรมของพระราชา

ราชการสนาม

1. หน.ชปศ.512 ศปศ.51
( หัวหน้าชุดปฎิบัติการพิเศษที่ 512 ศูนย์ปฎิบัติการพิเศษที่ 51 กองทัพภาคที่ 4 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.
ปัตตานี)
คำสั่ง ทบ. ที่ 8/5218 ลง 28 มี.ค.18
2. ผบ.มว.ม.พัน 111 พล.ม.สน.
( ผู้บังคับหมวดทหารม้า กองพันทหารม้าที่ 111 กองพลทหารม้าส่วนหน้า กองทัพภาคที่ 3 จ.น่าน)
คำสั่ง ทภ. 3 สน. ที่ 253/2519 ลง 24 ก.ย.19
3. ผบ. ร้อย ลว.พัน ม. ฉก. พล.ม.2
( ผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวน กองพันทหารม้าเฉพาะกิจ กองพลทหารม้าที่ 2 กองทัพภาคที่ 1 จ.ปราจีนบุรี)
คำสั่ง ทบ. ที่ 466/2525 ลง 29 ก.ย.25
4. หน.ชปศ.นฉก.923 ศปก.ทบ.309
( หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ หน่วยเฉพาะกิจที่ 923 ศูนย์ปฎิบัติการกองทัพบก 309 จ.อุดรธานี)
คำสั่ง ทบ. ที่ 754/30 ลง 14 เม.ย. 31
5. จนท. ติดต่อ สง.ผอ.ศปส. 114 กอ.รมน.
( เจ้าหน้าที่ติดต่อ สำนักงานผู้อำนวยการศูนย์ประสานงาน 114 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน)
คำสั่ง กห. ที่ 0401/27653 ลง 28 พ.ย. 38
6. ชรก. สน. รอง ผอ.รมน.
( ช่วยราชการสำนักงานรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน)
คำสั่ง กห. ที่ 0401/1649 ลง 2 กค. 44
7. ชรก. ปษ.ทบ.
( ช่วยราชการคณะที่ปรึกษากองทัพบก)
คำสั่ง กห. ที่ 0401/3091 ลง 21 ตค. 45

ราชการพิเศษ ( การเมือง )

1. ช่วยราชการ สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
( พล.ต. สมบัติ รอดโพธิ์ทอง รมช. กระทรวงกลาโหม )
คำสั่ง กห. ( เฉพาะ ) ที่ 77/2536 ลง 22 กค. 36
2. ช่วยราชการ สำนักงานนายกรัฐมนตรี
( พล. อ. อาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี )
คำสั่ง นร. ที่ 0101/25138 ลง 27 ธค. 37
3. ช่วยราชการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
( ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานฯ )
คำสั่ง กห. (เฉพาะ) ที่ 10/41 ลง 27 ม.ค. 41
4. ช่วยราชการสำนักงานนายกรัฐมนตรี
( ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี )
คำสั่ง กห. ที่ 83/42 ลง 28 มิ.ย. 42
5. นักวิชาการ คณะกรรมาธิการ
ติดตามผลการปฎิบัติตามมติของสภาผู้แทนราษฎร
คำสั่ง กห. ที่ 0401/94 ลง 5 มี.ค. 41
6. กรรมการอำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์
กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
คำสั่งกระทรวงแรงงานฯ ที่ 83/2541 ลง 30 เม.ย. 41
7. กรรมการบริหาร สหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ
( พล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ประธานสหพันธ์มวยไทยฯ )
คำสั่งสหพันธ์ฯ ที่ 001/2541 ลง 16 มิ.ย. 41
8. ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร
คำสั่ง กห. ที่ 0401/2617 ลง ก.ย. 44
9. ทปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร
10. ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการศาสนา สภาผู้แทนราษฎร
11. ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ( ชั้นสายสะพาย )

1. ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก
ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 113 ตอนที่ 25 ลง 25 ธ.ค. 39
2. ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
ลง 5 ธ.ค. 42

เหตุการณ์ลอบสังหาร


พล.ต.ขัตติยะได้ถูกลอบยิงระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่าง ประเทศ ในฐานะหัวหน้าการ์ดของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่สวนลุมพินี บริเวณแยกศาลาแดง เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. ของวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 โดยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกกระสุนเข้าที่ศีรษะด้านขวาทะลุท้ายทอย กลุ่มคนเสื้อแดงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลหัวเฉียว และได้ย้ายไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลใน กลางดึกของวันเดียวกัน โดยทางแพทย์ผู้ให้การรักษาได้ให้เหตุผลว่าทางวชิรพยาบาลมีอุปกรณ์ทางการ แพทย์ที่เพียบพร้อมกว่า อาการของ พล.ต. ขัตติยะ อยู่ในสภาพทรงตัวมาตลอดจนกระทั่ง พล.ต. ขัตติยะ เสียชีวิตด้วยภาวะไตวายเฉียบพลันเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09.20 น.

ขอดวงวิญญาณของท่านจงจุติ ณ สรวงสวรรค์ ภาระกิจที่คั่งค้างคงเป็นหน้าที่ของเหล่านักรบไร้สังกัดจะดำเนินต่อไป

10 พ.ค. 2553

Red Map 5 ข้อของ นปช.

โดย…สลับฉาก


10 พ.ค.53

วันนี้ (10 พ.ค.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แถลงถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดง ว่า ได้รับการสนับสนุนจากชาวกรุงเทพฯอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นครั้งแรกที่มีการชุมนุมร่วมกันของต่างจังหวัดและกรุงเทพฯอย่างกว้าง ขวาง จนเป็นที่ยอมรับจากสื่อทั้งในประเทศ และต่างชาติ นับเป็นเป็นประวัติศาสตร์การชุมนุมโดยประชาชน ไม่ว่ารัฐจะใช้อำนาจอิทธิพล ใส่ร้ายป้ายสี ทำลายความชอบธรรม ให้กลายเป็นผู้ชุมนุมรับจ้าง เป็นก่อการร้าย ใช้ความรุนแรง ให้กลายเป็นผู้มุ่งหมายโค่นล้มสถาบัน แต่ในที่สุดความงดงามและความเป็นจริงที่คนเสื้อแดงแสดงออกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครลบเลือนได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า รัฐบาลพยายามจะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมตลอดเวลา แต่ทุกครั้งจะตอกย้ำความไม่ชอบธรรมและความอำมหิตของผู้นำรัฐบาล แต่ นปช.ไม่ประสงค์จะใช้ชีวิตประชาชน ซากศพ เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยันว่า ไม่ต้องการใช้ความรุนแรง หรือความสูญเสียขึ้นอีกไม่ว่ากองกำลังฝ่ายรัฐ หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่รัฐไม่อาจควบคุมได้ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของคนเป็นนายกรัฐมนตรี

“เมื่อรัฐบาลประกาศมาตรการปรองดองและเชิญชวนคนเสื้อแดงเข้าร่วม เพื่อให้เกิดสันติภาพและมีกระบวนการคลี่คลายวิกฤตโดยสันติวิธี จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ นปช.มีมติเป็นเอกฉันท์ แสดงท่าทีตอบรับการปรองดองทันที” นายณัฐวุฒิ กล่าวและว่า

หากแต่เพียงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ สถานการณ์ความขัดแย้งสั่งสมทับซ้อนต่อเนื่องยาวนาน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 4 ปี ทุกปัญหาได้ถูกเชื่อมโยงดังกล่าว เป็นปัญหาเดียวกัน เป็นสงครามระหว่างชนชั้น เป็นการต่อสู้ระหว่างไพร่กับอำมาตยาธิปไตย เพราะฉะนั้นเมื่อมีผู้เสนอแนวทางให้เกิดการปรองดองภายใต้หลักสันติวิธี จึงเป็นเรื่อง นปช.ให้ความร่วมมือด้วยความจริงใจ และหารือรายละเอียดต่างๆ โดยรอบคอบ เพราะการแก้ปัญหาในชาติไม่ได้ยุติแค่ นปช.ยุติการชุมนุม และอภิสิทธิ์ยุบสภา แต่ต้องให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ว่า ผลการเลือกตั้งอย่างไร ถือเป็นฉันทามติของประชาชน ต้องไม่มีอำนาจใดมาแทรกแซง นปช.จึงเห็นชอบตามมตินี้เป็นเอกฉันท์

1.นปช.แดงทั้งแผ่นดินขอประกาศตอบรับการกำหนดวันเลือกตั้ง 14 พ.ย.2553 ตามที่นายกฯเสนอมา และยินดีตอบรับวันยุบสภาตามที่รัฐบาลเสนอ 15-30 ก.ย.โดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อแสดงความจริงใจของ นปช.เพื่อนำพาบ้านเมืองสู่สันติภาพ

2.แต่ประเด็นสำคัญของคนเสื้อแดงที่ต่อสู้ คือ ความยุติธรรม 2 มาตรฐาน เราจึงไม่อาจยอมรับการปฏิบัติที่เป็น 2 มาตรฐานในทุกกรณี นั่นหมายความว่า ในการดำเนินคดีความต่างๆ ระหว่างการชุมนุมต่อสู้ได้ยืนยันว่า ไม่ ประสงค์รับการนิรโทษกรรมทุกคดีความ ทั้งคดีเล็กคดีใหญ่ และคดีผู้ก่อการร้าย ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกัน นั่นก็คือ ที่มาของข้อกล่าวหาก่อการร้ายของ นปช.เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย.ขณะทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมบาดเจ็บ 800 กว่าคน เสียชีวิต 25 ชีวิต หลังจากนั้นไม่กี่วัน นปช.ถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย หลังจากนั้น ถูกขออนุมัติออกหมายจับจากดีเอสไอ ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ รองนายกฯ ผู้รับผิดชอบปฏิบัติการ ศอฉ.ยังไม่ปรากฏว่า มีความคืบหน้าในการดำเนินคดี ทั้งที่ นปช.ได้แจ้งความไว้แล้ว ข้อเรียกร้องของนปช.จึงมีว่า เมื่อเราตอบรับมาตรการปรองดองยุบสภา นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจากเหตุการณ์ 10 เม.ย.เช่นเดียวกัน ถ้า โทษผู้ก่อการร้ายประหารชีวิต แกนนำ นปช.ยินดีถูกประหารชีวิต ถ้าคดีสั่งปราบประชาชนมีโทษสูงสุดประหารชีวิต ถ้าศาลสั่งประหารชีวิต นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ต้องรับโทษประหารชีวิตเช่นเดียวกัน
ปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ ได้รับเอกสิทธิ์ยกเว้นการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับ นายจตุพร จึงไม่ติดใจ แต่ตัว นายสุเทพ ซึ่งลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.แล้ว ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง จึงขอเรียกร้องตำรวจให้ดำเนินคดีออกหมายเรียกให้ไปมอบบตัวเช่นเดียวกัน และนายสุเทพ จะต้องแสดงจิตสำนึกของความเป็นคนไทย เมื่อ นปช.ไปมอบตัวได้ นายสุเทพ ต้องไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน เพื่อให้เป็นคดีประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะในอดีตผู้สั่งการจะรอดพ้นจากความผิด และคดีนี้ นปช.จะไม่ยอมให้นิรโทษกรรม ส่วนวันยุติการชุมนุม จะเป็นวันเดียวกับที่ นายสุเทพ ประกาศเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่

3.นปช.จะยุติสู่การเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แต่พีเพิลชาแนลต้องกลับมาออกอากาศ ยินดีให้มีคณะกรรมการดูแลเนื้อหาไม่ให้เกิดความยั่วยุ แต่ต้องดูแลเอเอสทีวีด้วย

4.ถ้า นปช.ยุติการชุมนุมแล้ว รัฐบาลยังยืด พ.ร.ก.ฉุกเฉินรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย และชี้แจงต่อประชาชนเอง

5.นปช.มีความตั้งใจจริงที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายนำพาประเทศออกจากความ ขัดแย้งด้วยหลักสันติวิธี และจะมีแนวทางปรองดองของ นปช.ขึ้นมา เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา


7 พ.ค. 2553

จี้มาร์คประกาศวันยุบสภา

โดย…สลับฉาก


5 พ.ค.53

วันที่ 4 พ.ค. 2553 เวลาประมาณ 18.05 น. ที่เวทีปราศรัยสี่แยกราชประสงค์ นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง และแกนนำ นปช. อีกหลายคน ขึ้นประกาศผลการหารือของแกนนำ นปช. ต่อข้อเสนอสมานฉันท์ปรองดอง 5 ข้อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แกนนำ นปช. มีมติตอบรับเข้าสู่กระบวนการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ จี้นายกรัฐมนตรีประกาศวันยุบสภาให้ชัดเจนแทนประกาศวันเลือกตั้ง เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจของนายกฯ พร้อมขอให้ยุติการใส่ร้ายโจมตี ลดการคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี ประกาศชัดไม่มีเงื่อนไขนิรโทษกรรม พร้อมต่อสู้ทุกคดี เพราะกลัวคนสั่งฆ่าประชาชนพ้นความผิดด้วย ย้ำต้องยุติดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมืองในทุกมิติ

ยอมรับหวั่นใจกลัวถูกเบี้ยวเหมือนในอดีต “อภิสิทธิ์” ระบุไม่ต้องถึงกับลงสัตยาบรรณ เพราะการประกาศต่อสาธารณชนเป็นบ่วงมัดคอตัวเองอยู่แล้ว ลั่นไม่ต้องกังวลถูกหลอก เพราะอำนาจยุบสภาเป็นของนายกฯ ส่วนคดีความยังต้องเดินหน้าต่อ ไม่นิรโทษกรรมให้ใคร ตั้ง “กอร์ปศักดิ์-อนุพงษ์” ประสานยุติการชุมนุมส่งประชาชนกลับบ้าน พร้อมคืนสัญญาณพีเพิลชาแนล เว็บไซต์ และวิทยุชุมชนที่ถูกปิดเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปรกติ

ผลการประชุมคณะกรรมการ นปช. มีมติดังนี้
1. มีมติเป็นเอกฉันท์ ยินดีเข้าสู่กระบวนการปรองดองสมานฉันท์ โดยเห็นว่าเป็นข้อเสนอเดิมของ นปช. เอง และต้องการสงวนชีวิตทุกชีวิตไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตายอีก ข้อนี้เป็นเอกฉันท์
2.มีข้อสังเกตบางประการและต้องการความชัดเจนในการเข้าสู่กระบวนการเจรจา
2.1 นปช. มีความสงสัยว่าการกำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งน่าจะเป็นอำนาจของคณะกรรมการการ เลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี จึงขอความชัดเจนว่านายกฯน่าจะประกาศกรอบเวลาของการยุบสภา ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีให้ชัดเจน
2.2 นปช. ต้องการความจริงใจ ซึ่งรัฐบาลสามารถแสดงออกได้ด้วยการลดการคุกคามทุกรูปแบบในทันที
3.นปช. ไม่ขอนิรโทษกรรมให้แก่ นปช. เองในข้อหาโค่นล้มสถาบันและการก่อการร้ายโดยเด็ดขาด พร้อมสู้ทุกคดี
4.ต้องยุติการนำสถาบันกษัตริย์ลงมาสู่ความขัดแย้งในทุกมิติ นี่คือมติผลการประชุมของ นปช. ในวันนี้ ถือว่าเป็นมติอย่างเป็นทางการ

2 พ.ค. 2553

มาร์คต้องการปราบประชาชนมากกว่าเจรจา


โดย…สลับฉาก

24 เม.ย. 53

หลังนปช.ยื่นข้อเสนอใหม่ยุบสภาภายใน 30 วันเป็นการถอยมาหนึ่งก้าวเมื่อวานนี้(23เม.ย.53)   หลายฝ่ายหวังว่าอาจเป็นหนทางยุติวิกฤตตการณ์ทางการเมืองรอบนี้    แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯหุ่นเชิดของอำมาตย์ ได้ประกาศไม่ยอมรับข้อเสนอของเสื้อแดงแล้ว

นปช.โต้ทันควันชักบันไดสันติภาพกลับ ยกระดับการชุมนุมถอดเสื้อแดงรบนอกเครื่องแบบ
นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. แถลงที่เวทีราชประสงค์เมื่อเวลา 18.00 น.วันนี้ถึงข้อเสนอที่ยื่นไปถึงรัฐบาลนั้นไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล แม้มีการส่งตัวแทนมาเจรจา แต่ได้สั่งให้ตัวแทนดังกล่าวยุติการเจรจา อาจเพราะรัฐบาลมั่นใจในศักยภาพของฝ่ายรัฐบาลว่ามีศักยภาพเหนือกว่า และแน่ใจว่าจะสลายการชุมนุมสำเร็จ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แถลงว่าเมื่อรัฐบาลสั่งตัวแทนยุติการเจรจา ทางนปช.ก็ต้องกลับไปสู่จุดยืนเดิมคือกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาในทันที และ่คาดว่าจะมีการสั่งสลายการชุมนุมภายใน48 ชั่วโมงนับจากนี้ ดังนั้นคนเสื้อแดงจึงมีมาตรการดังต่อไปนี้

1.ถอดเสื้อแดงและสัญลักษณ์คนเสื้อแดงออกทั้งหมด และ่ต่อไปจะรบนอกเครื่องแบบใช้สีเสื้ออื่น
2.ให้ประชาชนทั่วประเทศใช้ขอนแก่นโมเดล โดยหากเห็นตำรวจทหารเคลื่อนไหวกองกำลัง ให้เข้าปิดกั้นแบบขอนแก่นทันที
3.หากมีการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม ขอให้คนเสื้อแดงทั้งประเทศมีอิสระเสรีในการต่อต้านทุกวิถีทางทันที
4.ขอให้ผู้ชุมนุมสร้างกลุ่มย่อยละ5คนแลกข้อมูลข่าวสารกันภายใน เพื่อป้องกันการส่งคนนอกเข้าแทรก
5.ขอเชิญคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่เพื่อทัดทานไม่ให้รัฐบาลปราบปรามประชาชนได้สำเร็จ
6.หากมีการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ขอให้”ตกใจ”ทันทีตามที่เคยเตรียมการกันไว้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แถลงว่า เหตุที่จะมีการปราบปรามเสื้อแดงนั้น คาดว่าน่าจะก่อนเวลา17.00น.วันจันทร์นี้(26เม.ย.53) เพราะมีหมายกำหนดการให้ผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ คนพวกนี้ยังไม่ทราบว่าในหลวงจะมีพระบรมราโชวาทเช่นใด จึงจะชิงลงมือปราบปรามผู้ชุมนุมก่อน

ใช้แผนดึงพธม.ยั่วยุนปช.


โดย…เกียกกาย 43..

22 เม.ย. 53

ขณะนี้ใช้กำลังตำรวจและทหารไม่ได้ผลในการสลายม็อบนปช. ต้องอาศัยพลเรือนช่วย ชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ช่วยก็ต้องอาศัยพลเรือนพันธมิตรผู้ก่อการร้ายเพื่อเผด็จการมาช่วย เพื่อสร้างภาพว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับ นปช.   เพื่อหวังให้ประชาชนทั่วไปเชื่อเหมือนแผนเก่าๆที่เคยใช้ได้ผลมาก่อน   แต่ปัจจุบันประชาชนเรียนรู้ไวและก้าวพ้นแผนชั่วๆพวกนี้ไปแล้ว

มีตัวเล่นอะไรก็ควักออกมาใช้ให้หมด   เทออกมาให้หมดหน้าตักเลยนะ่อำมาตย์   ประชาชนจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร อย่างเอาพันธมิตรมายั่วยุ ณ แยกสีลมเมื่อค่ำคืนที่ 21 เมษานั้น   คนพื้นที่สีลมเขารู้ดีว่าพวกยั่วยุนั้นไม่ไช่คนสีลม   จำภาพผู้ก่อการยั่วยุไว้นะครับต่อไปอาจมีคนมาแฉว่าเป็นใคร