13 มี.ค. 2553
จับตา สื่อมวลชั่ว กลับใจ?
โดย...สลับฉาก
13 มี.ค.53
วานนี้ (12 มี.ค. 53) สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วม "เรื่องการทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้ง" โดยมีเนื้อหาสาระเรียกร้องที่สำคัญดังต่อไปนี้
1. เราขอสนับสนุนให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่อย่างเข็มแข็ง เสนอข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย อย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรใช้ภาษาข่าวที่รุนแรงดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้สื่อมวลชนทุกแขนง ต้องยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน อย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุด
2. ขอให้ฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาล ตระหนักว่าสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ทำหน้าที่รายงานข่าวและข้อเท็จจริง ตามหน้าที่ของตนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามและแทรกแซงไม่ว่าจากฝ่ายใด ซึ่งหากสื่อถูกข่มขู่และคุกคามจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ จะผลกระทบกับประชาชนที่ไม่สารมารถรับรู้ข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริง
ทั้งนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อได้จัดทำปลอกแขนที่เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฯและได้เปิดสมาคม นักข่าวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักข่าวเข้ามาใช้สถานที่จนกว่าสถานการณ์จะ เข้าสู่ภาวะปกติ โดยเปิดให้ใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต อาหารว่าง รวมถึงอุปกรณ์การทำงาน ทางสมาคมจะจัดหาให้ โดยเปิดเป็นศูนย์ press center ให้กับนักข่าว
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุญาตให้ใช้พื้นที่คอมมอนรูม ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ และกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี(สน.นางเลิ้ง)ก็อนุญาตให้นักข่าวใช้ พื้นที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในช่วงการชุมนุมเช่นกัน
เมื่อวันที่ 9 มี.ค.53 ผมได้เขียนไว้ใน WebBlog นี้ว่า "หมดเวลาที่สื่อชั่วทั้งหลายจะทำเลวต่อไปแล้ว หากท่านทั้งหลายยังไม่กลับตัวกลับใจ ก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาศได้ยืนอยู่ในสังคมประชาธิปไตยอีกต่อไป และจะได้รับบทเรียนอย่าสาสมจากคำพิพากษาของประชาชน"
แม้ทั้งสามสมาคมดังกล่าว จะออกมาแถลงการณ์ให้สื่อทุกแขนง เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพอย่างเคร่งครัด เสนอข่าวรอบด้านและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายก็ตาม เราจะเชื่อถือแค่คำแถลงการณ์ไม่ได้ ประชาชนต้องดูของจริงว่าสื่อชั่วรับใช้เผด็จการจะกลับตัวกลับใจจริงไหม และสามสมาคมดังกล่าวจะทำอย่างไรกับสื่อชั่วที่ยังเลียก้นเผด็จการ
12 มี.ค. 2553
ระวัง! ความรุนแรงสะท้อนกลับ
โดย...เกียกกาย 43..
12 มี.ค.53
การใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ปราศจากอาวุธ จะไม่ง่ายเหมือนเมื่อครั้งเมษาที่ผ่านมาแน่นอน เพราะประชาชนเขามีประสบการณ์ และเขาแยกแยะออกแล้วว่าทหารไหนเป็นทหารแตงโม ทหารไหนเป็นทหารจินตหลา
เมื่อความรุนแรงถูกใช้ สิ่งที่เคยเป็นปุ๋ยอาจกลายสภาพเป็นอาวุธชีวภาพ ที่สำคัญฝ่ายที่เขาทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้ เห็นประชาชนถูกรังแกอย่างที่เปรียบไม่ได้กับกำลังอาวุธ อาจยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ได้ร้องขอ โดยอาวุธที่สมศักดิ์ศรีกัน
เพื่อความไม่ประมาท ขอเตือนด้วยความหวังดีกับทหารจินตหลา ให้สั่งเสียลูกเมียและทำพินัยกรรมไว้ให้พร้อม ก่อนออกปราบประชาชน หัวหน้าหน่วยงานทหารขอให้สงเคราะห์บอกกล่าวให้ลูกน้องในสังกัดตัวเองได้ เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม เพราะครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเห็นหน้ากันแล้ว เพราะการจลาจลเช่นนี้มักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของทหาร คงจำทหารรักษาพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ที่ถูกแม่ค้าขายหมูที่บุกเข้าไปในวังตัดคอเอาเสียบกับปลายหอกเดินไปทั่ว กรุงปรารีสหลายร้อยคน ก่อนจะมีการตัดสินประหารชีวิตทหารที่เหลือทั้งหมดในเวลาต่อมา
ในประเทศไทยไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น จึงได้เตือนกันไว้ก่อนให้ระวังความรุนแรงจะสะท้อนกลับ และอย่าดึงฟ้าต่ำเป็นอันขาด เพราะตัวปัญหาคืออำมาตย์ที่ใกล้ชิดสถาบันนั้นเอง สมควรที่จะสู้ตรงไปตรงมากับประชาชนดีกว่า เพราะครั้งนี้ผลคงไม่จบอย่างที่เคยเพราะประชาชนรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร
การสร้างสถานการณ์แล้วทำเป็นรัฐประหาร ไม่มีโอกาศที่จะทำสำเร็จอีกแล้ว เพราะจะเจอกับการต่อต้านที่หนักหน่วงอย่างกว้างขวาง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะรับรองว่าเกิดแน่คำว่า "รัฐบาลพลัดถิ่น" ได้ยินและเป็นจริงแน่ ขอเตือนว่าอย่าแม้แต่จะคิด
11 มี.ค. 2553
คัดค้าน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
โดย...เกียกกาย 43..
11 มี.ค. 53
ปัจจุบันนี้สังคมกำลังเป็นห่วงว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงในไม่กี่วันข้างหน้าจะเกิดความรุนแรง ทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องพยายามลดดีกรีความร้อนแรงให้ลดลง แต่รัฐบาลกลับทำในทางตรงกันข้าม กล่าวคือกลับออกข่าว กระพือข่าว สร้างกระแส ว่าคนเสื้อแดงจะทำในสิ่งเลวร้ายให้เกิดความน่ากลัวจนเกินจริง ทั้งๆที่คนเสื้อแดงบอกไม่รู้กี่หนว่าจะชุมนุมอย่าง สันติวิธีปราศจากอาวุธ และการชุมนุมที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำผิดคำพูด
ต่อมารัฐบาลออก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือแรกจัดการกับคนเสื้อแดง โดยอาศัยอำนาจในพ.ร.บ.นี้ดึงทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง สร้างความกดดันให้อุณภูมิมันร้อนแรงขึ้น ทั้งๆที่ยังไม่มีเหตุอะไรอันถือว่ามีเหตุจำเป็น
รัฐบาลยังตอบสังคมไม่ได้ถึงเหตุรุนแรงเมื่อเดือนเมษา ที่ผ่านมา ถึงการสร้างสถานการณ์เผารถเมย์ การนำรถแก๊สออกมาขู่ การยิงมัสยิด และอื่นๆ แล้วอ้างคนเสื้อแดงทำ น่าสังเกตว่าปัจจุบันยังจับคนเผารถเมย์ไม่ได้ จับคนขับรถแก๊สไม่ได้ ทั้งๆที่มีภาพชัดเจน
ทำให้สังคมห่วงว่าการชุมนุมใหญ่คราวนี้ รัฐบาลจะสร้างสถานการณ์เพื่อหาเหตุปราบปรามคนเสื้อแดง
สังเกตจากรัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญกับการป้องกันมือที่สาม ไม่เคยได้ยินว่าหน่วยงานไหนจะประชุมกัน เพื่อป้องกันมือที่สามมาสร้างสถานการณ์ ทำให้สังคมเชื่อว่ารัฐบาลเป็นผู้สร้างสถานการณ์เสียเอง แล้วอ้างเหตุออก พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯตามมาเป็นเครื่องมือที่สอง ในการปราบปรามประชาชน โดยอาศัยอำนาจในพ.ร.บ.นี้อ้างว่าการชุมนุมผิดกฎหมาย
ถ้ารัฐบาลทำลายความชอบธรรมของประชาชน ในการชุมนุมกันตามวิถีแห่งประชาธิปไตยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยใช้กำลังและวิธีสกปรกนั้นไม่ว่าผลการชุมนุมจะออกมาเช่นไร รัฐบาลยิ่งจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนและชาวโลกมากยิ่งขึ้น การไม่ยอมรับอาจจะกว้างขวางจนรัฐบาลรับมือไม่ได้ก็ได้ ถึงจุดนั้นมันก็สายเกินไปที่จะพูดว่า "ไม่น่าทำเลย"
เราจึง คัดค้าน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และ พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ ที่รัฐบาลใช้หรือจะใช้ในอนาคตกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง และหากรัฐบาลยังไม่ยอมยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯที่ประกาศใช้แล้ว และยังจะออก พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ อีกในอนาคต หากเกิดความรุนแรงขึ้นจนนองเลือด รัฐบาล ทหาร ข้าราชการ สื่อมวลชั่ว และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องรับผิดชอบ
10 มี.ค. 2553
เตรียมตัวสู้ศึก! อย่างคึกคะนอง
McFah99 ได้สรุปข้อมูลโดยย่อจาก RSR และ FARED สำหรับเตรียมตัวชุมนุมใหญ่ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๕๓ ดังนี้
1. ถ้ามียาประจำตัวให้นำไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรค เบาหวาน , ความดัน , หัวใจ ,หอบหืด
2. สวมใส่เสื้อผ้าที่กระชับ รัดกุม คล่องแคล่ว
รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้น กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว หรือใช้ปลอกแขนกันแดดแทน หมวก
3. เตรียมเสื้อสะอาด 1 ตัว ใส่ถุงพลาสติก เพื่อประโยชน์ในการเดินทางกลับบ้าน ทีีสำคัญคือ เอาไว้เปลี่ยนเมือโดนแก๊สน้ำตา หรือถูกน้ำฉีด และนำเสื้อผ้าที่โดนแก๊ส ใส่ในถุงแทน รัดแน่นหนา เพื่อนำกลับไปซัก
4. ทุกคนควรมีกระเป๋าเป้สะพายหลัง หรืออย่างน้อยแบบสะพาย เพิ่อไม่ต้องถือ ในกระเป๋าควรมี เสื้อผ้าตามข้อ 3
ขวดน้ำดื่มสะอาด ผ้าขนหนู(อย่างน้อยผืนเล็ก) หรือผ้าขาวม้า อาหารแห้ง หรือ ลูกกวาด เพื่อเวลาที่ถูกปิดล้อม ส่งเสบียงเข้าที่ชุมนุมไม่ได้ หน้ากากอนามัย ไว้กันแก๊สได้ระดับหนึ่ง , แว่นตากันน้ำ กันแดด เพื่อกันแก๊สน้ำตา ยาพารา ยาดม ยาหม่อง เวชภันณ์ทำแผลเบื้องต้น
5. สำหรับผู้หญิง ควรมีผ้าอนามัย ชนิดแผ่น ติดกระเป๋าเอาไว้ด้วย เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง และหากมีผู้บาดเจ็บใกล้ตัวเรา ในกรณีแผลฉกรร ใช้โปะ ห้ามเลือดระหว่างติดต่อ หน่วนพยาบาล หรือนำส่ง รพ. หากมีรอบเดือน อย่าใช้ผ้่าอนามัยแบบสอด เพราะหากถูกปิดล้อม หรือถูกจับกุม หาโอกาสเปลี่ยนไม่ได้ จะเกิดหมักหมม นานเกินกว่า 5 ชั่วโมง ร่างกายอาจติดเชื้อจากผ้าอนามัย
6. ไม่ควรสวมคอนแทคเลนซ์ หากมีการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา เพราะตัวเลนซ์ จะดูดเก็บแก๊สไว้ที่ตาได้อย่างดี
7. ผู้สูงอายุ เด็ก หรือผุ้ที่มีโรคประจำตัว ควรมีข้อความสั้น ๆ บอก ชื่อ นามสกุล ตัวเองโรคที่เป็น กรุ๊บเลือด เบอร์โทร.ญาติ สถาน พยาบาลที่รักษาประจำ กับแพทย์คนใดอยู่ ใส่ซองพลาดติกกันน้ำ ห้อยคอไว้ตลอด เพื่อประโยชน์ หากท่านหมดสติ หรือไม่สามารถ สื่อสารด้วยคำพูดได้ ในกรณีบาดเจ็บรุนแรง
8. หากสามารถจัดหาหมวกกันน๊อค ไว้ใส่ในกรณีเหตุชุลมุน หรือถูกสลายการขุมนุม เพื่อกันหัวน๊อต กระสุนยางระยะใกล้
------------------------------------
วิธีการรับมือ และข้อปฏิบัติกรณี จนท.ใช้อาวุธพิเศษ( Non-Leathal Weapon )
1. แก๊สน้ำตา ให้ดูทิศทางลมให้ดี หาก จนท.ใช้แก๊สน้ำตายิง หรือขว้างมา ให้รีบใช้ผ้าห่มหนา ๆ ตัดสี่เหลี่ยมจตุรัีส ด้านละ ประมาณ 1 เมตร ชุบน้ำให้โชก คลุมกระป๋องแก๊สทันที ( ใครฮาร์ดคอร์ และสวมรองเท้าหนา ๆ จะเตะกระป๋องแก๊สกลับไปหาคนยิง ก็ไม่ว่ากัน ) แก๊สจะอยู่กับเรานาน 30 นาที
เมื่อโดนแก๊ส ให้รีบหลบเลี่ยงออกจากกลุ่มแก๊ส พยายามกลั้นหายใจให้ได้นานที่สุด และอยุ่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก หากเป็นที่ตา ใช้น้ำดื่มสะอาด ๆ รดจากหัวตาแต่ละข้าง ออกไปทางหางตา นานประมาณ ข้างละ 10 นาที เพื่อให้น้ำชะล้างแก๊สออกได้ในระดับปลอดภัย
หากโดนแก๊สตามผิวหนัง ให้รีบใช้น้ำสะอาด หรือน้ำสบู่ ล้างออกโดยเฉพาะบริเวณข้อพับ อย่าเกา หรือขยี้ตาเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้แก๊สขยายวงกว้างออกไปและยิ่งซืมเข้าผิวหนังได้มากขึ้น การสระผมก็อาจทำให้แสบหนังศรีษะได้
2. กระสุนยาง ระยะอันตรายคือ 10-12 เมตร ให้รักษาระยะห่างไว้ ตร.ไทย จะใช้ ปืนลูกซองยาว หรือปืินเล็กยาว ควรสวมหมวกน๊อค และแว่นตาี่ที่เป็นพลาสติกอย่างดี
3. LRAD เครื่องส่งเสียงดังรบกวนระยะไกล ระดับเสียงระหว่าง 90 เดซิเบล ถึง 146 เดซิเบล ส่งเสียงได้ไกลประมาณ 300 เมตร คือระยะหวังผล หากอยู่ใกล้ ต่ำกว่า 7 เมตร ถือว่าอันตรายถ้าได้ยินนาน หูจะดับถาวรได้ ให้ใช้ที่หูฟังกันเสียงสำหรับใส่ยิงปืน หรือโฟมอุดหู แล้วรีบวิ่งออกจากบริเวณนั้น ๆ เครื่องนี้ ถ้าใช้ในเมือง เมื่อโดนผนังตึก อาจสะท้อนกลับหาคนยิงได้
---------------------------------
9 มี.ค. 2553
โอกาศสุดท้ายสำหรับสื่อมวลชั่ว
โดย...สลับฉาก
9 มี.ค.53
วันที่ 14 มีนาคม 2553 เป็นวันอภิมหาชุมนุมของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ ที่เขาทั้งหลายมาชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรม ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพ โดยสันติวิธี ที่มันถูกลิดรอนไปตั้งแต่มีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
แม้ต่อมามีการเลือกตั้งก็ถูกวางให้เดินตามแนวทางเผด็จการ ประเทศไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่อยู่ในรูปลักษณ์เผด็จการซ่อนรูป
ระหว่าง 19 กันยาจนปัจจุบัน สื่อมวลชั่วทั้งหลายที่รับใช้เผด็จการ ทำงานสอดประสานกันหนังสือพิมพ์เขียนวิจารณ์หรือด่าฝ่ายประชาธิปไตย วิทยุรับมาตอกย้ำ โทรทัศน์เหยียบย่ำอีกรอบ การกระทำเหล่านี้ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
มาถึงวันนี้หมดเวลาที่สื่อชั่วทั้งหลายจะทำเลวต่อไปแล้ว หากท่านทั้งหลายยังไม่กลับตัวกลับใจ ก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาศได้ยืนอยู่ในสังคมประชาธิปไตยอีกต่อไป และจะได้รับบทเรียนอย่าสาสมจากคำพิพากษาของประชาชน
7 มี.ค. 2553
แถลงการณ์ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
แถลงการณ์ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย:ในโอกาสวันนักข่าว 5 มีนาคม 2553
ขอ เรียกร้องให้สื่อยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามกลุ่ม เสื้อแดง และขอเรียกร้องให้รัฐยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนยั่วยุสร้างความเกลียดชัง แตกแยกในสังคม และยุติการคุกคามสื่อใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ
ขอ เรียกร้องให้สื่อยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามกลุ่ม เสื้อแดง และขอเรียกร้องให้รัฐยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนยั่วยุสร้างความเกลียดชัง แตกแยกในสังคม และยุติการคุกคามสื่อใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ
ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ซึ่งเป็นองค์กรกลางประสานงานของผู้สื่อข่าวที่เคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้สื่อ ข่าวนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความเป็นกลาง ไร้การบิดเบือน และสนับสนุนประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการเห็นว่า บทบาทของสื่อสารมวลชนทั้งของรัฐ และเอกชนในปัจจุบัน กำลังหมิ่นเหม่ต่อการตกเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจรัฐ และนำเสนอข่าวชี้นำสังคมไปในทางที่มีอคติต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้แต่การใช้สื่อสร้าง"สงครามข่าว"เป็นการชี้นำสาธารณชนให้เกิดการ เกลียดชัง ก่อความรุนแรงได้ จึงขอเรียกร้องดังนี้
1.สื่อมวลชนกระแสหลักนำเสนอข่าวโดยขาดการตรวจสอบใน กรณีที่เสนอข่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงได้ขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล 53 รายที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาล รวมทั้งสื่อที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐบาล และโจมตีต่อกลุ่มเสื้อแดงด้วยความอคติบิดเบือน โดยสื่อบางค่ายเช่น ผู้จัดการASTVนำเสนอว่าบุคคลทั้ง53รายตกเป็นเป้าการสังหารของคนเสื้อแดง
ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงการไปโพสต์ข้อความในเวบไซต์เสธ. แดง โดยข้อความดังกล่าวไม่ได้บอกว่าบุคคลทั้ง53รายเป็นเป้าหมายการสังหาร หรือขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบุคคลทั้ง53รายนั้น สนับสนุนระบอบเผด็จการอำมาตย์ และทำลายประชาธิปไตย และต่างก็ประสบเคราะห์กรรมตามหลักพุทธศาสนาไปแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการติชมโดยสุจริตและเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
แต่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนกลับขาดการตรวจสอบ และนำไปขยายผลว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะประสงค์ร้ายต่อกลุ่มบุคคลทั้ง53ราย ซึ่งสุ่มเสี่ยงมากว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความอคติลำเอียง และมีจุดประสงค์สร้างความเกลียดชังคนเสื้อแดง และอาจรวมไปถึงการสร้างกระแสเพื่อจุดชนวนให้ปราบปรามประชาชนที่จะจัดการ ชุมนุมใหญ่ในวันที่14มีนาคมนี้ได้
ลักษณะดังกล่าวไม่แตกต่างไปจากกรณีหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ตกแต่งภาพรัชทายาท และเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาประชาชนในกรณี6ตุลาคม2519 แต่คราวนี้ย่ำแย่กว่ามากนัก เพราะไม่ได้มีเพียง2ฉบับ แต่สื่อมวลชนกระแสหลักแทบทั้งหมดกำลังบิดเบือน ตกแต่งข่าวป้ายสีและอาจเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้อง ประชาธิปไตยได้
จึงขอเรียกร้องให้ยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดประสงค์ปูทางหรือจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามประชาชนโดยทันที
2.ที่ผ่านมาสื่อมวลชนกระแสหลักทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำนวนมาก ได้แสดงตนอย่างเด่นชัดว่าขาดจากสถานภาพการเป็นสื่อสารมวชนที่เป็นกลาง และนำเสนอข่าวเยี่ยงนักวิชาชีพไปแล้ว เพราะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ทัศนะที่สนับสนุนระบอบอำมาตย์เผด็จการ ให้ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชัง ชี้นำให้มีการปราบปรามทำลายล้างประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง
จึงขอเรียกร้องต่อองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นต้น ได้มีมาตรการกำชับหรือบังคับอย่างมีประสิทธิภาพให้สมาชิกขององค์กรของตนให้ ธำรงตนอยู่ในความเป็นกลาง เสนอข่าวอย่างรอบด้าน ไร้อคติ ปราศจากการบิดเบือนชี้นำ และองค์กรวิชาชีพเหล่านี้ต้องแสดงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย
3.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง และยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ตลอด ทั้งยุติการคุกคามปิดกั้นสื่อที่นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เช่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม สื่อใหม่ทางวอินเตอร์เน็ตช่องทางต่างๆ ที่ใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์มใต้กรอบรัฐธรรมนูญ
4.ขอเรียกร้องต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนช่วยกันเรียกร้องกดดัน และติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อข้างต้น
ด้วยจิตเจตนาที่เป็นกลาง และสงบสันติ สมานฉันท์
นายไพโรจน์ นิมิบุตร
ประธานชมรม นักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
6 มี.ค. 2553
สภาล่ม! หนีญัตติต้านรัฐประหาร
6 มี.ค. 53
วันที่ 4 มี.ค.53 เวลา 13.30 น.นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งปิดประชุมเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบเพื่อพิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหามาตรการป้องกันการรัฐ ประหาร ของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย โดยมีองค์ประชุมเพียง 232 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งจำนวน 238 คนจากส.ส.ทั้งหมด 475 คน ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์สภาล่มครั้งที่4
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประสบกับเหตุการณ์สภาล่มอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะนับตั้งแต่ก้าวแรกของ การเป็นรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 แม้ว่าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้ประกาศยืนยันในวันที่ 23 มกราคม 52 ว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีก แต่ก็มีให้ล่มมาให้เห็นอีกตลอด
ประธานรัฐสภา ชัย ชิดชอบ เคยพูดไว้ชัดว่า หากสภาล่มเกิน 4 ครั้ง รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้แล้ว และ ย้ำว่าไม่สามารถห้ามฝ่ายค้านเสนอนับองค์ประชุมได้ หากสภาล่มบ่อย ๆ รัฐบาลคงต้องตัดสินใจยุบสภาไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมาร้องขอให้ยุบสภา
รัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านกว่า 40 เสียง แต่กลับปล่อยให้สภาล่มไม่เป็นท่า การนำพาชาติบ้านเมืองให้พ้น หายนะนั้น สภาหรือ รัฐสภา จะต้องร่วมมือกับฝ่ายบริหาร เพื่อออกกฎ ระเบียบ หรือกระทั่งกฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารประเทศไปตามเป้าหมายหรือนโยบายของรัฐบาล
นี่แค่เกมยกแรก ยังไม่รวมกับเกมที่จะเกิดขึ้นในภาวะที่เหตุการณ์สำคัญ หรือเรื่องสำคัญๆ จะเข้าสู่การพิจารณา ไม่ว่าจะเป็น การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน, การบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ จำนวน 139 ไร่, โครงการฝายแม้ว ฯลฯ ทุกเรื่องทุกปัญหาขมวดปมเข้ามาทุกขณะ จนน่ากลัว
การทำงานในสภาต่อไปจะลำบาก นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สภาล่มว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะต้องทำให้ส.ส.มาประชุมให้ครบ ทั้งนี้ เชื่อว่า ฝ่ายค้านจะเสนอนับองค์ประชุมแบบนี้เรื่อย ๆ ซึ่งเราได้ยินเป้าหมายชัดเจนแล้วว่า ฝ่ายค้านประกาศว่า จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อไม่ให้รัฐบาลทำงานได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องระวังมากขึ้น ต้องทำให้องค์ประชุมครบ การทำงานจะได้ไม่สะดุด และส.ส.รัฐบาลที่ขาดประชุม ก็ควรรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้
เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลในเรื่องการคุมเสียงใน สภา และเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะเสนอนับองค์ประชุมหรือแอนตี้walkoutออกจากห้อง ประชุม ฝ่ายรัฐบาลถึงต้องมีเสียงเป็นข้างมากแม้ได้มาอย่างไม่สง่างาม ไม่ถูกต้องชอบธรรมในระบบประชาธิปไตย เมื่อ เกิดสภาล่มบ่อยๆย่อมแสดงว่ารัฐบาลคุมเสียงตัวเองไม่ดี บกพร่องในหน้าที่ส่วนสภาอันจะกระทบกระเทือนต่อการบริหารประเทศให้ล่าช้าตาม มา รัฐบาลเองเป็นฝ่ายบริหารก็บกพร่องในหน้าที่มากอยู่แล้วที่ไร้ความสามารถแก้ ปัญหาประเทศ ได้แต่กู้มาโกงและบี้ทักษิณ ผลงานอย่างอื่นมองหาไม่เจอ ยิ่งมาบกพร่องในงานสภาด้วยแล้ว ประเทศจะก้าวต่อไปอย่างไรครับพี่น้อง แล้วจะนิ่งเฉยปล่อยประเทศไปตามยะถากรรมไม่ทำอะไรเลยหรือพี่น้อง.
28 ก.พ. 2553
นปช จัดแถลงข่าววันนี้
โดย…เกียกกาย 43…
28 ก.พ. 53
วันนี้เวลาประมาณ 13.15 น. ที่ห้างอิมพีเรียล ชั้น 6 นปช.ได้จัดแถลงข่าว ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ น.พ.เหวง โตจิราการ รวมทั้ง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เปิดเผยถึงแนวทางดังนี้
วันที่ 5 มี.ค. จะมีการปราศรัยที่จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 7 มี.ค. ที่จังหวัดระยอง วันที่ 8 มี.ค. ที่จังหวัดอ่างทอง และวันที่ 9 มี.ค. ที่จังหวัดแพร่
วันที่ 12 มี.ค. เวลา 12.00 น. โดยจะเรียกระดมพลในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ มารวมตัวกันในสถานที่ที่สะดวก เช่น หน้าศาลากลางจังหวัด ลานอเนกประสงค์ หอนาฬิกา
เมื่อรวมกลุ่มจนครบแล้ว จะทยอยขึ้นรถกระบะและรถส่วนตัว ตั้งขบวนแห่ไปตามถนนสายหลักของแต่ละจังหวัดรอบเมือง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ และเป็นพลังหนุนมาร่วมชุมนุมให้มากขึ้นด้วย
จากนั้นเวลา 24.00 น. ของวันที่ 12 มี.ค. ถึงเวลา 01.00 น. วันที่ 13 มี.ค. กลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนขบวนแบบคาราวานคนจน พร้อมทั้งริ้วขบวนธงรบสีแดง มีทั้งรถปิกอัพ รถเก๋ง รถอีแต๋นและการเดินเท้าไหลรวมเป็นแม่น้ำสีแดงสายย่อย มารวมตัวกันที่ตัวแทนจังหวัดแต่ละภาค เป็นพลังเพื่อเคลื่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ในช่วงเช้าของวันที่ 14 มี.ค.
ภาคเหนือ จะไหลมารวมที่จังหวัดนครสวรรค์ ตรงนั้นจะมี พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย และกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เป็นแกนนำ
ภาคอีสาน จะไหลรวมกันที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นำโดย นายขวัญชัย ไพรพนา นายนิสิต สินธุไพร และนายสุทิน คลังแสง
ภาคกลางและภาคตะวันตก จะไหลรวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำโดย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และ นายพายัพ ปั้นเกตุ
ภาคตะวันออก จะไหลรวมกันที่พัทยา จังหวัดชลบุรี นำโดย นายสำเริง ประจำเรือ สมาชิกอบจ.จันทบุรี แกนนำคนเสื้อแดงภาคตะวันออก
ภาคใต้ จะไหลรวมกันที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำโดย นายจรัล ดิษฐาภิชัย และ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
สำหรับกทม. นำโดย น.พ.เหวง โตจิราการ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด และขบวนคนรักแท็กซี่ แบ่งออกเป็น 10 จุด ซึ่งแต่ละจุดมีคนเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน
คือ 1.บริเวณพระบรมรูปพระเจ้าตากสินมหาราช 2.สี่แยกหลักสี่ 3.บริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี 4.สน.ทุ่งสองห้อง 5.สี่แยกบางนา 6.สนามไทยญี่ปุ่น-ดินแดง 7.หน้าศาลากลางจังหวัดนนทบุรี 8.บริเวณคลอง 4 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 9.บริเวณคลอง 4 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 10.ที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ
ทัพ เรือจะมีหัวขบวนอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมริ้วธงรบประจำภาคประดับอยู่ในขบวนเรือ เป็นธงรบสีแดง และขบวนเรือ ซึ่งมีเรือขนาดเล็กและใหญ่กว่า 1,000 ลำ จะเคลื่อนขบวนมาสิ้นสุดเพื่อขึ้นฝั่งที่ท่าพระจันทร์ กทม.
แยกกลุ่มผู้ชุมนุมไป 3 จุดใหญ่ คือ 1.สนามหลวง 2.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และ 3.ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีการตั้งเวทีปราศรัยในแต่ละจุด ตั้งเต็นท์พักอาศัยและโรงครัว พร้อมทั้งมีแกนนำสลับเดินสายไปตามเวทีต่างๆ
สำหรับเหตุการณ์ระเบิด ที่เกิดขึ้นที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลมและพระรามสองนั้น เป็นการสร้างสถานะการณ์และโยนให้คนเสื้อแดงเป็นคนทำ เพราะการระเบิดไม่ได้มีประโยชน์กับคนเสื้อแดงเลยแต่กลับมีประโยชน์กับรัฐบาล ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ถ้าคนเสื้อแดงทำเราจะใช้วิธีนัดคนเสื้อแดงทั้งประเทศให้ถอนเงิน ปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพแทน ยังจะเป็นประโยชน์และได้ผลกว่า
ส่วนการที่ศาลฯมีคำตัดสินยึดทรัพย์อดีตนายกทักษิณ โดยอ้างกฎหมาย คมช มาใช้บังคับนั้น นปช.ไม่เห็นด้วยที่ศาลจะใช้กฎหมายของเผด็จการ ส่วนข้อเท็จจริงยึดส่วนเกินของราคาหุ้นนั้นก็ขัดกับหลักความจริงในตลาดหลัก ทรัพย์ ที่ราคาหุ้นขึ้นทั้งตลาดไม่ได้ขึ้นเฉพาะหุ้นบริษัทชินฯ
27 ก.พ. 2553
คำพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณ
27 ก.พ.53
เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ผมวิเคราะห์ว่าการยึดทรัพย์ทักษิณจะออกกลาง หมายถึงยึดบางส่วนและคำตัดสินของศาลก็ออกมาตามคาด
คำพิพากษาโดยสรุปมีดังนี้ครับ
ศาลฎีกา 26 ก.พ. – องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา ให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 46,373 ล้านบาท พร้อมดอกผลของเงินจำนวนดังกล่าว ที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผล บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ตกเป็นของแผ่นดิน จากทั้งหมดกว่า 76,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษาฯ ได้วินิจฉัยว่าการยึดทรัพย์กว่า 46,373 ล้านบาท ของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” มาจากการใช้อำนาจหน้าที่ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระทำการเอื้อประโยชน์ บมจ.ชินคอร์ปฯ และบริษัทในเครือ ทั้งไทยคมฯ และเอไอเอส ส่วนเงินกว่า 30,247 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 7 ก.พ. 2544 มิอาจทำให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ โดยองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ มี ความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ยังคงเป็นผู้ถือหุ้น บมจ.ชินคอร์ปฯ กว่า 1,000 ล้านหุ้น ในระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 วาระ
สำหรับกรณีการแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตในกิจการโทร คมนาคมนั้น องค์คณะผู้พิพากษาฯ เสียงข้างมาก มีความเห็นว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” ใช้อำนาจหน้าที่ในการตรา พ.ร.ก. 2 ฉบับ ออกประกาศ ก.คลัง และมีมติ ครม. ให้หักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากค่าสัมปทาน เอื้อประโยชน์ต่อ บมจ.ชินคอร์ปฯ อันเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย
องค์คณะผู้พิพากษาฯ เสียงข้างมาก เห็นว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” ใช้อำนาจแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แปลงค่าสัมปทานแก้สัญญามือถือ โดยลดส่วนแบ่งรายได้บัตรเติมเงินให้ ทศท. เอื้อประโยชน์ให้แก่ บมจ.ชินคอร์ปฯ ส่วนกรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินให้ บ.เอไอเอส โดยจ่ายให้ ทศท.ในอัตรา 20% คงที่ตลอดอายุสัญญา องค์คณะผู้พิพากษาฯ เสียงข้างมาก เห็นว่า เอื้อประโยชน์ให้ บมจ.ชินคอร์ปฯ
องค์ คณะผู้พิพากษาฯ เสียงข้างมาก เห็นว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์จากการแก้สัญญาอนุญาตกิจการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ ส่วนกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) ตกแก่กลุ่มเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ ไม่เกี่ยวข้องกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ”
สำหรับ กรณีอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ และลดสัดส่วนการถือหุ้นของ บมจ.ชินคอร์ปฯ ใน บมจ.ชินแซทเทิลไลท์ (ชื่อเดิมของ บมจ.ไทยคม) ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทยคม องค์คณะผู้พิพากษาฯ เสียงข้างมากเห็นว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ บมจ.ชินคอร์ปฯ และ บมจ.ไทยคม
ส่วน กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของ บมจ.ชินแซทฯ องค์คณะผู้พิพากษาฯ เสียงข้างมากเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ บมจ.ไทยคม และ บมจ.ชินคอร์ปฯ. – สำนักข่าวไทย
สำหรับคำตัดสินว่า คตส ปปช มีอำนาจหรือชอบหรือไม่นั้น โปรดรอตอนต่อไป.
ทักษิณแถลงหลังศาลตัดสินยึดทรัพย์
การเมืองวันนี้ดุและใจดำมาก ผมขอให้ผมเป็นเหยื่อคนสุดท้าย เมื่อใดที่ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว อำนาจจะมีการถ่วงดุล คงจะไม่มีเหยื่ออย่างผมอีก แต่วันนี้ดุลอำนาจไปอยู่กับอำมาตย์
ผมขอบคุณที่พี่น้องเสื้อแดงที่ไม่มาชุมนุม ไม่เช่นนั้นท่านจะถูกกล่าวหาว่ามาทำเพื่อผม ทั้งที่พี่น้องมากันเพื่อประชาธิปไตย ขอให้วันนี้เป็นเรื่องของผมล้วนๆ หลายคนอาจโกรธแทนผม โกรธได้แต่อย่างใช้ความรุนแรง อย่าไปทำเหตุให้เขาปราบปราม รัฐบาลนี้ถนัดอยู่แล้ว พี่น้องต้องอดทน ต่อสู้ด้วยสันติให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยเพื่อลูกหลานของเรา ไม่เช่นนั้นประเทศจะอยู่ในมืออำมาตย์ ไม่พอใจใครก็สามารถจัดการได้ เป็นประเทศที่ไม่สามารถทำนายอนาคตได้ แล้วประเทศจะอยู่อย่างไร
นักธุรกิจครับ บทเรียนวันนี้บอกได้เลยว่าอย่ามาเล่นการเมือง นักธุรกิจมีนิสัยทำงานให้สำเร็จรวดเร็ว มันคนละวัฒนธรรม มีอะไรเข้ามา ท่านอาจโดนยึดทรัพย์อย่างผม ถ้าจะเข้าการเมืองจริงๆ ขายให้หมดก่อน อำมาตย์เขาไม่รังเกียจเรื่องทุจริต แต่อย่าป็อปปูล่าร์มาก ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียว คนแรกที่ได้รับเลือกตั้งในสมัยที่สอง ปกติไม่มี เขาไม่อยากเห็นรัฐบาลที่ป็อปปูล่าร์
พี่น้องชาวไทยทุกท่าน กราบเรียนว่าสิ่งที่เขาประณามผมวันนี้ ผมขอยืนยันว่าทำงานตามหน้าที่ทั้งระบบ ไม่เคยคิดโกง ตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยโกง ไม่เคยลอกข้อสอบใคร ไม่มีความจำเป็นต้องโกง ผมมีหลักทรัพย์มาก่อนเป็นนักการเมือง เคยประกาศบัญชีทรัพย์สิน ปี 2537 ผมมี 60,000 กว่าล้าน ไม่จำเป็นต้องโลภมาก นาฬิกาก็ใส่ทีละเรือน กินทีละมื้อ กินก๋วยเตี๋ยวได้ทุกมื้อ แต่หูฉลามทุกมื้อไม่ได้ คนเราจะโลภไปถึงไหน คุณหญิงสอนลูกดี ลูกไม่ฟุ่มเฟือย จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องดิ้นรนไปคดโกงใคร เราสบายแล้วก็ควรใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ยังจนอยู่
ผมเป็นคนแรกที่ถูกยึดทรัพย์ส่วนตัว ทรัพย์ของครอบครัวเพื่อสังเวยการเมือง วันนี้เป็นประวัติศาสตร์ ผู้ชนะเป็นคนเขียน วันนี้ผมไม่ใช่ผู้ชนะ แต่จะบันทึกประวัติศาสตร์นี้ไว้ถ้าผมโกงหรือทำอย่างที่เขากล่าวหา ขอให้มีอันเป็นไปในเจ็ดวันสิบวัน หากไม่โกง ขอฝากโคลงศรีปราชญ์
ธรณีนี่นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนั้นคืนสนอง
ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงและอวยพรผมมา ขอขอบคุณในน้ำใจที่ผมจะไม่มีวันลืม ขอโทษคุณหญิงและลูกที่ผมดันทุรังเข้าการเมือง เสียใจครับ ขอบคุณครับ
26 ก.พ. 2553
คนเสื้อแดง โดน Blacklist 212 คน
โดย...เกียกกาย 43..
26 ก.พ.53
วันนี้ การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับกับพฤติกรรม 2 มาตรฐาน ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ด้วยเห็นว่า เป็นการทำร้ายประเทศชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ จึงออกมาเรียกร้องความยุติธรรม และต้องการหยุดยั้งอำนาจกลุ่มอำมาตยาธิปไตย
แต่กลับกลายเป็นถูกกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หมายหัวว่า เป็นปรปักษ์ที่ต้องหาทางเล่นงานไปด้วย ทั้งๆ ที่กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ออกมาแสดงการไม่ยอมรับระบบอำมาตยาธิปไตย ที่ครอบงำประเทศชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนคนไทยบนผืนแผ่นดินไทย ที่ไม่ได้แตกต่างหรือด้อยสิทธิ์ไปกว่าอำมาตย์คนใดๆ เลย และก็มีความจงรักภักดี และหวงแหนประเทศชาติ ไม่ได้น้อยไปกว่ากลุ่มคนที่พยายามอ้างความจงรักภักดีต่อชาติด้วยเช่นกัน
แต่กลับกลายเป็นถูกกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หมายหัวว่า เป็นปรปักษ์ที่ต้องหาทางเล่นงานไปด้วย ทั้งๆ ที่กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ออกมาแสดงการไม่ยอมรับระบบอำมาตยาธิปไตย ที่ครอบงำประเทศชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนคนไทยบนผืนแผ่นดินไทย ที่ไม่ได้แตกต่างหรือด้อยสิทธิ์ไปกว่าอำมาตย์คนใดๆ เลย และก็มีความจงรักภักดี และหวงแหนประเทศชาติ ไม่ได้น้อยไปกว่ากลุ่มคนที่พยายามอ้างความจงรักภักดีต่อชาติด้วยเช่นกัน
มีการทำรายชื่อบัญชีดำประชาชนคนไทยออกมามากมายถึง 212 รายชื่อ โดยออกมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ดังนี้
1.นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
2.นายพายัพ ชินวัตร
3.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
4.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์
5.นายบรรณพจน์ ดามาพงษ์
6.นางเยาวเรศ ชินวัตร
7.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
8.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
9.นายนพดล ปัทมะ
2.นายพายัพ ชินวัตร
3.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
4.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์
5.นายบรรณพจน์ ดามาพงษ์
6.นางเยาวเรศ ชินวัตร
7.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
8.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
9.นายนพดล ปัทมะ
10.นายชานนท์ สุวสิน
11.นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
12.พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์
13.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย
14.นายยงยุทธ ติยะไพรัช
15.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
16.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
17.นายสมชาย สุนทรวัฒน์
18.นายโภคิน พลกุล
19.พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิต
20.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
21.นายสุชน ชาลีเครือ
22.นายประเกียรติ นาสิมา
23.นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์
24.นายสุธา ชันแสง
25.นต.ศิธา ทิวารี
26.นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพท.
27.นายไพจิต ศรีวรขาน
28.นายสันติ พร้อมพัฒน์
29.นายปกรณ์ บูรณปกรณ์
30.นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล
31.นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร
32.นายประชา ประสพดี
33.นายสามารถ แก้วมีชัย
34.นายประยุทธ มหากิจศิริ นักธุรกิจ (เนสกาแฟ)
35.นายวิทยา บูรณศิริ
36.นายอนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจ (แลนด์แอนด์เฮ้าส์)
37.นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีคลัง
38.นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม นักธุรกิจ (แกรมมี่)
39.นายประชา มาลีนนท์ นักการเมืองนักธุรกิจ (ช่อง 3)
40.นายบุญคลี ปลั่งศิริ อดีตผู้บริหารเครือชินวัตร
41.นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตนายแบงก์
42.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ นักธุรกิจ(อิมพีเรียล)
43.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้บริหารมืออาชีพ
44.นายโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ อดีตเลขาธิการ พท.
45. นายปลอดประสพ สุรัสวดี
46.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ.
47.นายสุชาติ ลายน้ำเงิน
48.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
49.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
50.พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีต ผบ.ทอ.
51.นายเรวัตร ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด
52.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดี DSIและรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
53.นายดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ
54.นางลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์
55.นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง
56.พล.ท.สีห์ศักดิ์ เกตุสุริยงศ์ อดีต ผช.เจ้ากรมสื่อสารทหาร
57.นายดุษฎี สินเจิมสิริ อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
58.นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร
59.พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีต ผบ.สส.
60.พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผบ.ตร.
61.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีคลัง
62.พล.ต.ท.วินัย ทองสอง อดีต ผบ.ก.ป.
63.นายสาโรช คัชมาตย์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
64.พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต
65.พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต
66.พล.อ.พรชัย กรานเลิศ
67.พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ
68.พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว
69.พล.ต.ท.สถานพร หลาวทอง
70.พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ
71.พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์
72.พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา
73.พล.ต.ท.ชัยยันต์ มะกล่ำทอง
74.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
75.นายจาตุรนต์ ฉายแสง
76.นายภูมิธรรม เวชยชัย
77.นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา
78.นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์
79.นายวราเทพ รัตนากร
80.พ.ต.อ.สมชาย เพศประเสริฐ
81.พล.อ.อ.สุเมธ โพธิมณี
82.พล.ท.มะ โพธิงาม
83.นายวิศาล เดชะธีราวัฒน์
84.นายกันตธีร์ ศุภมงคล
85.พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค
86.พล.ท.มนัส เปาริก
87.พล.ต.ท.วัช บุญเมือง
88.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว
89.นายเฉลิมพล สนิทวงศ์
90.นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล
91.พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ
92.นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร
93.นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์
94.พล.ต.ต.วิทูรย์ คลังพลอย
95.พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ
96.นางทัสน์วรรณ มุสิกบุญเลิศ
97.นายฐิติมา ฉายแสง
98.นายกมล บันไดเพชร
99.พล.ร.ท.สิวิชัย สิริสาลี อดีตผบ.นาวิกโยธิน และ
100.พล.อ.อ.สมชัย พละพงศ์
11.นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
12.พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์
13.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย
14.นายยงยุทธ ติยะไพรัช
15.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
16.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
17.นายสมชาย สุนทรวัฒน์
18.นายโภคิน พลกุล
19.พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิต
20.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
21.นายสุชน ชาลีเครือ
22.นายประเกียรติ นาสิมา
23.นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์
24.นายสุธา ชันแสง
25.นต.ศิธา ทิวารี
26.นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพท.
27.นายไพจิต ศรีวรขาน
28.นายสันติ พร้อมพัฒน์
29.นายปกรณ์ บูรณปกรณ์
30.นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล
31.นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร
32.นายประชา ประสพดี
33.นายสามารถ แก้วมีชัย
34.นายประยุทธ มหากิจศิริ นักธุรกิจ (เนสกาแฟ)
35.นายวิทยา บูรณศิริ
36.นายอนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจ (แลนด์แอนด์เฮ้าส์)
37.นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีคลัง
38.นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม นักธุรกิจ (แกรมมี่)
39.นายประชา มาลีนนท์ นักการเมืองนักธุรกิจ (ช่อง 3)
40.นายบุญคลี ปลั่งศิริ อดีตผู้บริหารเครือชินวัตร
41.นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตนายแบงก์
42.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ นักธุรกิจ(อิมพีเรียล)
43.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้บริหารมืออาชีพ
44.นายโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ อดีตเลขาธิการ พท.
45. นายปลอดประสพ สุรัสวดี
46.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ.
47.นายสุชาติ ลายน้ำเงิน
48.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
49.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
50.พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีต ผบ.ทอ.
51.นายเรวัตร ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด
52.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดี DSIและรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
53.นายดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ
54.นางลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์
55.นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง
56.พล.ท.สีห์ศักดิ์ เกตุสุริยงศ์ อดีต ผช.เจ้ากรมสื่อสารทหาร
57.นายดุษฎี สินเจิมสิริ อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
58.นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร
59.พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีต ผบ.สส.
60.พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผบ.ตร.
61.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีคลัง
62.พล.ต.ท.วินัย ทองสอง อดีต ผบ.ก.ป.
63.นายสาโรช คัชมาตย์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
64.พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต
65.พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต
66.พล.อ.พรชัย กรานเลิศ
67.พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ
68.พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว
69.พล.ต.ท.สถานพร หลาวทอง
70.พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ
71.พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์
72.พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา
73.พล.ต.ท.ชัยยันต์ มะกล่ำทอง
74.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
75.นายจาตุรนต์ ฉายแสง
76.นายภูมิธรรม เวชยชัย
77.นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา
78.นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์
79.นายวราเทพ รัตนากร
80.พ.ต.อ.สมชาย เพศประเสริฐ
81.พล.อ.อ.สุเมธ โพธิมณี
82.พล.ท.มะ โพธิงาม
83.นายวิศาล เดชะธีราวัฒน์
84.นายกันตธีร์ ศุภมงคล
85.พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค
86.พล.ท.มนัส เปาริก
87.พล.ต.ท.วัช บุญเมือง
88.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว
89.นายเฉลิมพล สนิทวงศ์
90.นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล
91.พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ
92.นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร
93.นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์
94.พล.ต.ต.วิทูรย์ คลังพลอย
95.พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ
96.นางทัสน์วรรณ มุสิกบุญเลิศ
97.นายฐิติมา ฉายแสง
98.นายกมล บันไดเพชร
99.พล.ร.ท.สิวิชัย สิริสาลี อดีตผบ.นาวิกโยธิน และ
100.พล.อ.อ.สมชัย พละพงศ์
101.นายวีระ มุสิกพงศ์
102.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
103.นายจตุพร พรหมพันธุ์
104.นายจักรภพ เพ็ญแข
105.นพ.เหวง โตจิราการ
106.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
107.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย
108.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
109.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับแกนนำ นปช. ชุดที่ 2 (ชุดรักษาการ)
110.ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์
111.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
112.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
113.นายชินวัตร หาบุญพาด
114.นายก่อแก้ว พิกุลทอง
115.นายสุชาติ นาคบางไทร
116.นายสมบัติ บุญงามอนงค์
117.นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
118.นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือนแกนนำหลักคนอื่นๆ
119.นายอดิศร เพียงเกษ
120.นายอิรสมันต์ พงษ์เรืองรอง
121.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
122.นายพายัพ ปั่นเกตุ
123.นายไวพจน์ อาภรณ์วัตน์
124.นายการุณ โหสกุล
125.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
126.นายนิสิต สินธุภัย
127.พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก
128.นายสมชาย ไพบูลย์
129.นายวิสา คัญทัพ
130.นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก
131.นาง ไพจิตร อักษรณรงค์
132.นางธิดา โตจิราการ
133.นายสุทิน คลังแสง
134.นายเกียรติกร ภาคเพียรศิลป์
135.นายสุรชัย ด่านวิบูลชัย
136.นายวันชนะ เกิดดี
137.นายสะอาด จันทร์ดี
138.นายชูเกียรติ ด้วงชนะ
139.นายเสถียร วิพรมหา
140.นายบุญทัน ดอกไธสง
141.นายวรพล พรหมิกบุตร
142.นายศิลป์ ราศี
143.นายสิงห์ทอง บัวชุม
144.นายจารุพันธ์ กุลดิลก
145.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย
146.นายขวัญชัย ไพรพนา
147นายสุธรรม แสงประทุม
148.นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ
149.นายเมธี อมรวุฒิกุล
150.นายเจ๋ง ดอกจิก
151.นายคารม พลทกลาง
152.นายพิชา วิจิตรศิลป์
153.นุช พจมาน
154.มุข เมธิณี
155.นายธีระเพชร ศิริกุล
156.นายเพชรวรรด
157.ดีเจอ้อม ชมรมรักเชียงใหม่ 51
158.นายวัชรพงศ์ คงมั่น
159.นายวรชัย เหมะ
160.นายเสงี่ยม สำราญรัก
161.นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ
162.นายบุญเลิศ จาวิโรจน์
163.นายสำเริง เกษมรัตน์
164.นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
165.นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์
166.นายสุนา หินแก้ว
167.นางสาววิสาระดี เตชะธีระวัฒน์
168.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
169.นายภิญญา ช่วยปลอด
170.นายอภิชาต ทันพุฒ
171.นายวิบูลย์ แช่มชื่น
172.นางศิริวรรณ แกนนำอเมริกา
173.นายสุนัย จุลพงศ์ธร
174.นายลักษณ์ เรขานิเทศ
175.นายรัตนพล ส.วรพิน
176.นายอรรถชัย อนันตเมฆ
177.นายคำสิงห์ ศรีนอก
178.นายจิ้น กรรมาชน
179.นายสันต์ หัตถีรัตน์
180.นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์
181.นางสุนันทา ธรรมธีระ
182.นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์
183.นายพันธ์ศักดิ์ ซาบุ
184.นายรัญ กอทอมอ FM94.75
185.นายเสนอ FM 95.25
186.นายพีระ FM 97.25
187.พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
188.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
189.พล.ต.ต.ไพฑูรย์ เชิดมณี
190.พล.ต.สุชาติ กาญจนวิเศษ
191.พล.ต.เกรียงศักดิ์ รักษาสัตย์
192.พล.ต.ต.ชวลิต มโนสุนทร
193.พล.ต.ต.จรัญ ชิตะปัญญา
194.พล.ต.ต.บุญเลิศ นันทวิสิทธิ์
195.พล.ต.ต.ชัยชาญ กิติจันทร์
196.พ.ต.อ.พลสันต์ พันธ์อาทิตย์
197.พ.ต.อ.เสนาะ เขมะประภา
198.น.ต.สมหมาย พงษ์ประยูร
199.ร.อ.นิพนธ์ งามเสน่ห์
200.พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ และ
201.พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัก
102.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
103.นายจตุพร พรหมพันธุ์
104.นายจักรภพ เพ็ญแข
105.นพ.เหวง โตจิราการ
106.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
107.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย
108.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
109.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับแกนนำ นปช. ชุดที่ 2 (ชุดรักษาการ)
110.ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์
111.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
112.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
113.นายชินวัตร หาบุญพาด
114.นายก่อแก้ว พิกุลทอง
115.นายสุชาติ นาคบางไทร
116.นายสมบัติ บุญงามอนงค์
117.นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
118.นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือนแกนนำหลักคนอื่นๆ
119.นายอดิศร เพียงเกษ
120.นายอิรสมันต์ พงษ์เรืองรอง
121.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
122.นายพายัพ ปั่นเกตุ
123.นายไวพจน์ อาภรณ์วัตน์
124.นายการุณ โหสกุล
125.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
126.นายนิสิต สินธุภัย
127.พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก
128.นายสมชาย ไพบูลย์
129.นายวิสา คัญทัพ
130.นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก
131.นาง ไพจิตร อักษรณรงค์
132.นางธิดา โตจิราการ
133.นายสุทิน คลังแสง
134.นายเกียรติกร ภาคเพียรศิลป์
135.นายสุรชัย ด่านวิบูลชัย
136.นายวันชนะ เกิดดี
137.นายสะอาด จันทร์ดี
138.นายชูเกียรติ ด้วงชนะ
139.นายเสถียร วิพรมหา
140.นายบุญทัน ดอกไธสง
141.นายวรพล พรหมิกบุตร
142.นายศิลป์ ราศี
143.นายสิงห์ทอง บัวชุม
144.นายจารุพันธ์ กุลดิลก
145.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย
146.นายขวัญชัย ไพรพนา
147นายสุธรรม แสงประทุม
148.นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ
149.นายเมธี อมรวุฒิกุล
150.นายเจ๋ง ดอกจิก
151.นายคารม พลทกลาง
152.นายพิชา วิจิตรศิลป์
153.นุช พจมาน
154.มุข เมธิณี
155.นายธีระเพชร ศิริกุล
156.นายเพชรวรรด
157.ดีเจอ้อม ชมรมรักเชียงใหม่ 51
158.นายวัชรพงศ์ คงมั่น
159.นายวรชัย เหมะ
160.นายเสงี่ยม สำราญรัก
161.นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ
162.นายบุญเลิศ จาวิโรจน์
163.นายสำเริง เกษมรัตน์
164.นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
165.นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์
166.นายสุนา หินแก้ว
167.นางสาววิสาระดี เตชะธีระวัฒน์
168.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
169.นายภิญญา ช่วยปลอด
170.นายอภิชาต ทันพุฒ
171.นายวิบูลย์ แช่มชื่น
172.นางศิริวรรณ แกนนำอเมริกา
173.นายสุนัย จุลพงศ์ธร
174.นายลักษณ์ เรขานิเทศ
175.นายรัตนพล ส.วรพิน
176.นายอรรถชัย อนันตเมฆ
177.นายคำสิงห์ ศรีนอก
178.นายจิ้น กรรมาชน
179.นายสันต์ หัตถีรัตน์
180.นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์
181.นางสุนันทา ธรรมธีระ
182.นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์
183.นายพันธ์ศักดิ์ ซาบุ
184.นายรัญ กอทอมอ FM94.75
185.นายเสนอ FM 95.25
186.นายพีระ FM 97.25
187.พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
188.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
189.พล.ต.ต.ไพฑูรย์ เชิดมณี
190.พล.ต.สุชาติ กาญจนวิเศษ
191.พล.ต.เกรียงศักดิ์ รักษาสัตย์
192.พล.ต.ต.ชวลิต มโนสุนทร
193.พล.ต.ต.จรัญ ชิตะปัญญา
194.พล.ต.ต.บุญเลิศ นันทวิสิทธิ์
195.พล.ต.ต.ชัยชาญ กิติจันทร์
196.พ.ต.อ.พลสันต์ พันธ์อาทิตย์
197.พ.ต.อ.เสนาะ เขมะประภา
198.น.ต.สมหมาย พงษ์ประยูร
199.ร.อ.นิพนธ์ งามเสน่ห์
200.พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ และ
201.พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัก
202.พระธรรมกิตติเมธี วัดสัมพันธวงศ์
203.พระธรรมสุธี วัดมหาธาตุ
204.พระธรรม วัดประยูรวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์
205.พระธรรมสิทธินายก วัดสระเกศ
206.พระธรรมคุณาภรณ์ วัดสามพระยา
207.พระเทพวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร
208.พระเทพปริยัติวิมล วัดบวรนิเวศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
209.พระราชญาณวิสิฐ์ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี
210.พระสิทธินิติธาดา วัดมหาธาตุ
211.พระครูสังฆวินัย วัดมหาธาตุ และ
212.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย วัดชนะสงคราม
203.พระธรรมสุธี วัดมหาธาตุ
204.พระธรรม วัดประยูรวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์
205.พระธรรมสิทธินายก วัดสระเกศ
206.พระธรรมคุณาภรณ์ วัดสามพระยา
207.พระเทพวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร
208.พระเทพปริยัติวิมล วัดบวรนิเวศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
209.พระราชญาณวิสิฐ์ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี
210.พระสิทธินิติธาดา วัดมหาธาตุ
211.พระครูสังฆวินัย วัดมหาธาตุ และ
212.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย วัดชนะสงคราม
ดูรายละเอียดได้ที่http://thaienews.blogspot.com
ทักษิณถูกยึดทรัพย์แน่นอน !
25 ก.พ. 53
ผมวิเคราะห์ว่าทักษิณถูกยึดทรัพย์แน่นอน จากสัญญาณการขานรับการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเป็นทอดๆและเหตุผลทางรัฐศาสตร์ ว่าถ้าไม่ยึด คมช อำมาตย์ และรัฐบาลพัง ถามว่าคนที่มีอำนาจอยู่ใครจะยอม?
ถามต่อว่าถ้ายึดจะยึดทั้งหมดหรือบางส่วน? ผมมั่นใจว่ายึดมากกว่าไม่ยึด และยังจะเอาเรื่องภาษีมาว่ากันอีกรวมแล้วก็ไม่เหลือเช่นกัน สรุปก็ยึดหมดนั่นเอง
คำว่า “สมานฉันท์” เลิกพูดกันได้เลยเวลานี้ คงต้องไปพูดเรื่องสงครามประชาชน และการปราบปรามประชาชนจะเหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า สวัสดี
21 ก.พ. 2553
คดียึดทรัพย์ : จะถูกจารึกให้ศึกษา
โดย…สลับฉาก
21 ก.พ.53
ไม่ว่าคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท จะออกมาในลักษณะใด ก็จะถูกจารึกให้ศึกษาและเป็นคดีตัวอย่างถึงคำตัดสินของศาลว่าอยู่ในประเภทเป็นคดีตัวอย่าง หรือเป็นคดีที่ไม่ควรเอาเป็นตัวอย่าง
คดีนี้จะเป็นตัวอย่างที่นักศึกษากฎหมายตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ใช้เป็นตัวอย่างศึกษาในอนาคต ฉะนั้นคำตัดสินของผู้พิพากษาแต่ละท่านจะถูกวิพากวิจารณ์ ในสถานศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงความถูกต้องชอบธรรมโดยตัวบทกฎหมายและจรรยาบรรณ
คดีนี้จะถูกวิพากวิจารณ์โดยประชาชน และคำตัดสินของผู้พิพากษาแต่ละท่าน จะถูกประชาชนตัดสินอีกชั้นหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดีผลแห่งคำตัดสินก็คงไม่พ้นไปจากแนวทาง 3 ประการคือ
1.ยึดทรัพย์ทั้งหมด 2.ยึดทรัพย์บางส่วน 3.ไม่ยึดทรัพย์เลย ทางที่หนึ่งเป็นทางที่ทางฝ่ายโจทก์คืออัยการอยากจะให้เป็น เสียงที่สนับสนุนช่วยคือ คตส และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทางที่สามเป็นทางฝ่ายจำเลยคืออดีตนายกทักษิณอยากให้เป็น เสียงที่สนับสนุนช่วยคือ เสื้อแดง และฝ่ายค้าน ผมกลัวจะออกกลางจังเลยพี่น้อง
16 ก.พ. 2553
สูญเสียสองสาว นักข่าวประชาธิปไตย
โดย…สลับฉาก
14 ก.พ.2553
เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ ได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่นำความสูญเสียมาสู่วงการนักข่าวสื่อเสื้อแดง และนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ โดยเกิดอุบัติเหตุที่จังหวัดสระบุรี ยัง ผลให้คุณสุพิศ ศรีเจริญ เสียชีวิตในอุบัติเหตุทันที ส่วนคุณสลักจิต แสงเมือง บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลา 5 นาฬิกาของวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์
อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนักข่าวสังกัดกองบรรณาธิการนิตยสาร THAIFREEDOMรายปักษ์ 4 คนเดินทางไปทำข่าวที่จังหวัดสระบุรี และเกิดเหตุช่วงเดินทางกลับ คุณสลักจิตซึ่งเป็นคนขับ และคุณสุพิศที่นั่งด้านหน้าติดคนขับเสียชีวิต ส่วนอีก2 คนคือคุณไพโรจน์ จันทรนิมิ และนักข่าวสตรีอีกราย ที่เดินทางไปในรถคันเดียวกัน นั่งในตำแหน่งผู้โดยสารด้านหลังได้รับบาดเจ็บ แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว
คุณสุพิศ ศรีเจริญ นอกจากเป็นผู้สื่อข่าวTHAIFREEDOM ยังเป็นนักเขียนนวนิยายมืออาชีพ มีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่หลายเล่ม และเป็นเจ้าของเวบบล็อก http://suchada-supits.blogspot.com/
ส่วนคุณสลักจิต แสงเมือง นอกจากเป็นผู้สื่อข่าวTHAIFREEDOMแล้ว ก็ยังเป็นผู้ดำเนินรายการทางห้องแคมฟร็อก ในนาม”พี่ยุ้ย ห้องกบ Voice_of_change”อีกด้วย ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตอนเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ชุมนุมยืนหยัดจนนาทีสุดท้ายที่ทำเนียบ รัฐบาล และท้องสนามหลวง คุณสลักจิตมีแรงบันดาลใจสำคัญจากการที่สื่อกระแสหลักรายงานข่าวอย่างบิด เบือน จึงได้เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
ท่านที่จะเดินทางไปฟังร่วมฟังสวดสวดพระอภิธรรม คุณสุพิศ ศรีเจริญ ญาติได้นำศพคุณสุพิศไปบำเพ็ญกุศลที่วัดสนามเหนือ ปากเกร็ด นนทบุรี โดยเริ่มสวดศพตั้งแต่วันที่ 13ก.พ.เป็นต้นไป และกำหนดฌาปณกิจศพในเวลา 16.00 น.วันที่ 16 กุมภาพันธ์
ส่วนศพของคุณสลักจิต ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดเทียนถวาย สี่แยกบางคูวัด ปทุมธานี ให้ญาติมิตรรดน้ำศพวันเดียวในช่วงบ่ายวันที่ 14 ก.พ. และจะฌาปณกิจศพในวันจันทร์ที่ 15 ก.พ. เวลา 16.00 น.
ญาติมิตรพี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่จะไปร่วมพิธี สอบถามเพิ่มเติมที่คุณไพโรจน์ 086-4142694หรือ thailand.inc@gmail.com
เราขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง กับการจากไปของเพื่อนร่วมอุดมการณ์๋ ขอกรรมดีของเพื่อนทั้งสอง นำเพื่อนทั้งสองสู่สัมปรายภพที่ประเสริฐ พวกเราจะยึดมั่นและสานต่ออุดมการณ์ต่อไป จนกว่าประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













