23 มี.ค. 2553

นสพ.ใหญ่ต่างประเทศด่าสื่อไทย


โดย...สลับฉาก

23 มี.ค.53

นสพ.ใหญ่ต่างชาติชื่อ The Christian Science Monitor    ซึ่งเป็น นสพ ชั้นแนวหน้าในอเมริกา และมีคนอ่าน ล้วนเป็นปัญญาชนระดับสูงเน้นข่าวต่างประเทศและข่าวสหรัฐ     เคยได้รางวัลพูลิซเซอร์ถึงเจ็ดครั้ง    ข่าวของ นสพ ฉบับนี้มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า washington post และ Newyork Times

นสพ ดังกล่าว ด่าสื่อไทยยับว่าไม่เป็นกลาง โกหก และมีอคติ    คนดูทีวีไทยไม่เคยได้รับรู้ความจริงนอกจากสิ่งที่เผด็จการบอก     ทีวีไทยยกำลังขยายการสร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทย    การประท้วงในประเทศไทยย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง    ทีวีไทยก็ยังแพร่ข่าวไม่หยุดโดยเน้นภาพลบสาพัดของการประท้วง    สื่อของรัฐไม่สนใจประเด็น เศรษฐกิจ สังคมและเบื้องหลังของการประท้วงครั้งนี้ อาทิเช่น ความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่ยุติธรรม

ความแตกต่างของข่าวทั้งสองฝ่ายทำให้คนดูมืดมน บก ทีวีที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะกลัวจะถูกเล่นงาน     บอกเขาว่ารัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว    ซึ่งในสมัยห้าปีของทักษิณก็มีบ้างเหมือนกัน   แต่รัฐบาลนี้มันหนักกว่าเก่ามากเขากล่าว  

ดูบทความเต็มได้ที่  http://www.csmonitor.com/World/Asia-Pacific/2010/0322 /Biased-TV-stations... 


ผมได้ให้ประชาชนจับตาสื่อไทยว่าจะมีสื่อใดกลับเนื้อกลับตัวบ้างหลังวันที่ 14 มีนาคม 2553     ปรากฎว่าสื่อนสพ.หลายฉบับลงข่าวดีขึ้นเล็กน้อย    และหลายฉบับยังเหมือนเดิม    แต่TVยังคงไม่กลับเนื้อกลับตัวยังเหมือนเดิมทุกประการ    ทำนายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า    กรรมจะตามทันพวกคุณทันทีที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย 

เปิดหลักฐานคำสั่งเผด็จการให้ทีวีปิดข่าวเสื้อแดงกำลังชนะ

คน ในวงการโทรทัศน์ช่องเอกชนช่องหนึ่งได้เปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า รัฐบาลได้กำชับมายังผู้บริหารโทรทัศน์ทุกช่องให้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติ ที่จะนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายเสื้อแดง โดยมีหนังสือเวียนมายังกองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

"แจ้งให้กองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าวทุกคนรับทราบและปฏิบัติ

ประเด็นข่าวสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดงที่ผู้บริหารสั่งกำชับ และขอความร่วมมือไม่ให้นำเสนอรายงานออกอากาศ ดังนี้
-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
-ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่
-ห้ามนำเสนอข่าวความเห็นของประชาชนและคนในวงการต่างๆที่สนับสนุนเสื้อแดง
-ห้ามรายงานข่าวที่ยั่วยุสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกไปร่วมชุมนุมใหมากขึ้น
-ห้ามใช้ภาพข่าวเทเลือด ละเลงเลือด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
-ห้ามนำเสนอข่าวประเด็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่างชนชั้น ห้ามใช้คำว่า"สงครามระหว่างชนชั้น","ไพร่"กับ"อำมาตย์"โดยเด็ดขาด

แถลงการณ์นปช ฉบับที่4


โดย...สลับฉาก

23 มี.ค.53

เมื่อวานนี้(22 มี.ค.53)ประมาณเวลา 17.00 น. ณ เวที นปชผ่านฟ้า    นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำกลุ่ม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ประกอบด้วย 

1. ยืนยันให้ยุบสภาทันที คืนอำนาจให้กับประชาชน 
2. ไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใดตามที่มีการกล่าวอ้าง 
3. ยินดีให้มีการเจรจา โดยผู้มีอำนาจเต็มของแต่ละฝ่าย ซึ่งฝ่ายรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจในการยุบสภา 
4. หากมีการยุบสภาแล้ว ให้ทุกฝ่ายสลายตัว และเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองหาเสียงได้โดยไม่มีการกีดกัน 
5. ให้การเลือกตั้งโดยสุจริตเป็นเครื่องตัดสิน ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไรให้ทุกฝ่ายยอมรับ

คุณวีระแถลงว่าเป็นแถลงการณ์ฉบับที่3         จากที่เราได้รายงานเป็นฉบับๆเป็นระยะๆแล้วนั้น    ทางเราขอยืนยันว่าเป็นฉบับที่4

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวหลังจากยกเลิกการเดินทางไปชุมนุมที่กระทรวงสาธารณสุข ในวันพรุ่งนี้(22 มี.ค.53) ว่า นปช.จะตรึงพื้นที่ถนนราชดำเนินไว้ตามเดิม ไม่หลงกลเดินทางไปตามที่เคยประกาศไว้     โดยหากเสื้อแดงเคลื่อนขบวนไปที่กระทรวงสาธารณสุข จะมีการสร้างสถานการณ์ป่วนจากเสื้อแดงเทียม เหมือนกับช่วงสงกรานต์เลือดปีที่แล้ว โดยมีการเคลื่อนกำลังพลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ไว้พร้อมตามหน่วยทหารต่างๆ แล้ว 

“เราจะจัดทัพราชดำเนินให้แน่น รอวันเสาร์ที่ 27 มี.ค.จะชุมนุมใหญ่ให้มากกว่าวันเสาร์ที่ 20 มี.ค. รัฐบาลจะประกาศ พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก. ก็เป็นเรื่องของรัฐบาล ถ้าใครมาได้ก็ให้มาที่ราชดำเนิน ถ้ามาไม่ได้ก็ให้ไปที่ศาลากลางจังหวัด"
นาย จตุพร กล่าวว่า วันที่ 27 มี.ค.เสื้อแดงจะเคลื่อนพลไปทั่วกทม.เหมือนวันที่ 20 มี.ค.แต่ยังไม่กำหนดเส้นทาง ซึ่งถือเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่อีกครั้งตามวิถีทางที่เราเชื่อว่าจะได้รับชัย ชนะ

22 มี.ค. 2553

คารวานคารวะคนกรุงเทพฯ


โดย...เกียกกาย 43..

22 มี.ค.53

ขออภัยที่รายงานช้าไปหน่อย   เพราะงอมไปเลยครับหลังจากมีโอกาศเข้าร่วมขบวนคารวาน   เพื่อหาความจริง   ในวันนั้นทั้งเหนื่อยทั้งร้อนแต่ก็อดดีใจและมีความสุขแทนคนเสื้อแดงไม่ได้   ที่ใด้เห็นประชาชนชาวกรุงเทพฯออกมาให้การต้อนรับทั้งสองฝั่งข้างทาง   ของถนนสายต่างๆที่ยาวจากหัวขบวนถึงหางขบวนประมาณแปดสิบกิโลเมตร  

ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นทางฝ่ายรัฐบาลให้ข่าวว่า   คนเสื้อแดงจ้างคนมาเชียร์คนละ 500 บาท   ข่าวนี้ไม่ไช่หวังจะทำลายเครดิตคนเสื้อแดง   ตามประสาคนละข้างกัน   แต่ผลของการให้ข่าวดังกล่าวกับเป็นการดูถูกน้ำใจประชาชนชาวกรุงเทพฯ   ที่เขาทั้งหลายต่างออกมาชื่นชมให้กำลังใจคนเสื้อแดงด้วยความบริสุทธิ์ใจ  

ประชาชนชาวกรุงเทพฯที่เคารพครับ   เมื่อรัฐบาลนี้ดูถูกเราหมิ่นน้ำใจเรา   ว่าเราไปแสดงออกต้อนรับคนเสื้อแดงเพราะถูกจ้างไป   เราเจ็บและเราต้องจำ   และเราจะลงโทษมันอย่างสาสมคือตอนเราออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง   เมื่อวันนั้นมาถึงไช่ไหมพี่น้อง

17 มี.ค. 2553

แถลงการณ์นปช ฉบับที่3


โดย...สลับฉาก

17 มี.ค.53

วันนี้(17มี.ค.53)เวลาประมาณ 18.15 น.   แกนนำนปชทั้งสามคนได้แถลงต่อผู้มาชุมนุมบนเวที   ความว่า   จากสถานการณ์ที่รัฐบาลกระทำ   บีบบังคับให้คนเสื้อแดงหยุดการชุมนุมไปเองภายใน7วัน   เพราะความเมื่อยล้าอ่อนเพียรที่ผจญต่อแดด และฝน   มตินปชจึงต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือคือใช้การชุมนุมยืดเยื้อ  

และจากการเคลื่อนพลไปตามที่ต่างๆ   ไม่ว่าจะเป็นตอนเคลื่อนพลไปราบ11  ไปพรรคปชป  ไปบ้านอภิสิทธิ์   ล้วนแต่ได้รับการต้อนรับอย่างดี   จากพี่น้องชาวกรุงเทพริมสองฝั่งข้างทาง    ดังนั้นในวันเสาร์ที่20มี.ค.53ที่จะถึงนี้    คนเสื้อแดงจะเคลื่อนพลไปตามถนนต่างๆในกรุงเทพมหานคร   เพื่อคารวะขอบคุณคนกรุงเทพฯและเชิญชวน   ให้เข้าร่วมต่อสู้สงครามชนชั้นไพร่โค่นล้มอำมาตยา

สำหรับเสธแดงและสุรชัยนั้น   เนื่องจากมีความคิดเห็นในแนวทางต่อสู้ที่ไม่ตรงกัน   และให้ข่าวที่จะทำให้คนเสื้อแดงสับสน   นปชจึงมีมติว่าให้ต่างคนต่างเดินไม่เป็นเพื่อนร่วมทางกัน

กำลังใจสองข้างทาง



โดย...นายสลับฉาก

17 มี.ค.53

ไม่ว่าคนเสื้อแดงจะเคลื่อนทัพไปไหน   ตั้งแต่วันแรกที่เคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ  เคลื่อนทัพบุกราบ11  และเคลื่อนพลไปสุขุมวิท      ล้วนแล้วแต่ได้รับการต้อนรับจากประชาชนสองข้างทาง    ผิดกับข่าวรัฐบาลที่อ้างว่าคนกรุงเทพฯไม่ต้อนรับ     ภาพข้างต้นเป็นเครื่องยืนยันคำตอบได้ดีว่า อะไรแท้อะไรเทียม  อะไรจริงอะไรเท็จ

16 มี.ค. 2553

ยศจ่าดังกว่ายศผู้กำกับ


โดย...เกียกกาย 43..

16 มี.ค. 53

มีไม่กี่คนหรอกครับที่มีตำแหน่งสูงถึงผู้กำกับ   ยศพันตำรวจเอกแต่ชาวบ้านเรียกจ่าอย่างเคารพ   มันหมายความว่าอะไรถ้าไม่ไช่เพราะคนผู้นี้   เป็นที่รู้จักของชาวบ้านตั้งแต่ยศเป็นจ่า    เข้ากับชาวบ้านช่วยเหลือชาวบ้านทำงานด้วยความจริงใจ   จนอยู่ในหัวใจของชาวบ้านตั้งแต่ยศเป็นจ่า  เขาคือ " พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา " ผู้กำกับฯ " กระดูกเหล็ก "  

หากนับผลการปฏิบัติราชการตรวจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ ปี 2513 จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เป็น " พลตำรวจ"  จนถึงยศ "พันตำรวจเอก  "    เขาได้เข้าทำการปะทะต่อสู้กับโจรก่อการร้าย โจรจีนคอมมิวนิสต์ มาแล้วนับ 100 ครั้ง     สามารถสังหารฝ่ายตรงข้าม ยึดอาวุธปืน  และที่พักเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลในการนำกำลังเข้าปะทะกับโจรก่อการร้ายดังกล่าว   ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บทั้งเล็กน้อยและสาหัส จำนวน 8 ครั้ง เช่นในปี 2519   ได้ยิงปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้าย กลุ่มนายลาเตะ เจาะปันตัง ที่จับกุมตัวตำรวจและครอบครัวไปเรียกค่าไถ่    ที่เทือกเขาเจาะปันตัง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ผลการปะทะทำให้ เขา ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขาซ้าย   หน้าอกได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งรักษาตัว รพ.ศูนย์ยะลา    และจากการปะทะในครั้งนี้ทำให้ขาข้างซ้ายแทบพิการ  ..

... นอกจากนี้ พ.ต.อ.สมเพียร  ยังได้รับพระราชทาน และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย เช่น ..
       1.ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้นสอง ประเภทหนึ่ง
       2.ได้รับประกาศนียบัตร " ผู้มีผลงานสู้รบดีเด่น " จากกระทรวงมหาดไทย
       3.ได้รับเข็มรักษาดินแดนสดุดี จากกระทรวงมหาดไทย
       4.ได้รับมอบเกียรติบัตรผู้ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติด้วยความเสียสละ จากองค์การทหารผ่านศึก
       5.ไดัรับประกาศผู้มีผลงานดีเด่นด้านการปราบปราม จากกองบัญชาการตำรวจภูธร 9
       6.ได้รับการคัดเลือกเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนตำรวจภูธร 9 ดีเด่น
       7.ได้รับหนังสือสำคัญ จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต ) ยกย่องเชิดชู เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ด้วยความเข้มแข็งเสียสละ
       8 .ฯลฯ ...



พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา ผกก.สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ได้เขียนบทความพิเศษลงในเว็บไซต์ เรื่อง "มันสายไปแล้ว..ครับท่านกับความเสียใจและความช่วยเหลือแก่ พ.ต.อ.สมเพียร" เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา

ผมได้รับข่าวทางโทรศัพท์มือว่านายกฯพร้อมช่วย ผกก.บันนังสตา  และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลื่อนยศ 7 ขั้น พ.ต.อ.สมเพียร ชดเชย 1.8 ล้านบาท และต้องมีคนรับผิดชอบโยกย้าย   เหมือนจะดูดีในความห่วงใย เหมือนจะต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง    แต่สำหรับผมและตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้...คงไม่ เพราะมันไม่ได้มีค่าอะไร  เมื่อนักรบของชาติคนหนึ่งที่เฝ้ารอและมีความหวังที่ จะได้รับความเมตตา  ความปรารถนาดีเรื่องการตอบแทนให้กับเขาจากผู้บังคับบัญชา.. เขาได้ตายจากพวก เราไปเสียแล้ว และในความเป็นจริง.. หากเขาลุกขึ้นมาพูดได้ เขาก็คงไม่อยากได้แล้ว

ทั้งๆที่พี่เพียรของผมได้พยายาม   ส่งสัญญาณถึงเหล่าผู้บังคับบัญชามาตั้งแต่ วันที่ 19  กุมภาพันธ์ 2553 และเข้ายื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ รรท.ผบ.ตร. ไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเรื่องพี่เพียรต้องทำให้จริงจัง     เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ได้เสียสละทุกคนทุกส่วนราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้    และต้องจุดประกายเรื่องพี่เพียรให้เป็นวาระแห่งชาติ    ที่ทุกส่วนราชการต้องตระหนักในความสำคัญ    และสิ่งที่ควรจะต้องตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปกติเราไม่ค่อยจะเหลือบตามองตำรวจสักเท่าไหล่   เพราะเราพบแต่ตำรวจที่เป็นศัตรูกับประชาชนแต่เป็นขี้ค่าที่ดีของอำมาตย์   เป็นขี้ค่าที่ดีของผู้บังคับบัญชาทั้งๆที่รู้ว่าเป็นคนเลว   แต่สำหรับตำรวจนายนี้เราขอยกเว้นและขอสดุดีว่าเขาเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง   ที่ตำรวจทั้งหลายควรเอาเป็นตัวอย่าง   อย่าทำตัวอย่างหมาหรือสุนัขรับใช้เจ้านายชั่ว   แล้วทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์



15 มี.ค. 2553

แถลงการณ์นปช ฉบับที่2


โดย...สลับฉาก

15 มี.ค. 53

เมื่อ เวลา 13.30 น.   วันที่ 15 มีนาคม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำนปช.   ขึ้นเวทีปราศรัยบนรถขยายเสียง   หน้าบริเวณกรมทหารราบที่ 11 (ร.11 รอ.) กล่าวแถลงการณ์สรุปความว่า   เราได้บอกแล้วว่าจะมาไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน เมื่อไม่ยุบสภา   ก็ต้องยกระดับความเข้มข้นการต่อสู้    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ฟังให้ดี ต่อไปนี้เป็นมาตรการการต่อสู้ และยกระดับความเข้มข้นของการเรียกร้อง

นปช.แดงทั้งแผ่นดิน  จะรวบรวมเลือดของคนเสื้อแดง 1แสนคน จำนวน 1 ล้านซีซี   จากร่างกายและจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง   เอาไปเทรอบประตูทำเนียบรัฐบาล   ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยากเป็นนายกฯ   โดยไม่สนว่าี้มีประชาชนมากแค่ไหนที่ไม่ยอมรับและอยากให้ยุบสภา    ก็ให้เดินผ่านประตูกองเลือดของประชาชนเข้าไปทำงาน

ถ้ายังไม่ยุบสภาอีก  1 ล้านซีซีถัดไป   จะเทให้นองหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์   ถ้ายังไม่ยุบอีก 1 ล้านซีซีถัดไปจะเทให้เต็มหน้าบ้านนายอภิสิทธิ์    นี่เป็นมาตรการต่อสู้โดยสันติวิธี   โดยไม่ต้องการปะทะกระทบกระทั่งใคร เลือดทุกหยด ขอให้เป็นเลือดไพร่ไม่มีเส้นเช่นคนเสื้อแดงวันนี้   เมื่อไม่มีเส้นก็ต้องเอาเลือดออกมาทาแผ่นดินเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย    หากนายอภิสิทธิ์ยังไม่ยุบสภา   วันพรุ่งนี้ 6 โมงเย็น 1 ล้านซีซีแรกเลือดจะนองทุกทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลแน่   

หากครบ 3  ล้านซีซี ยังหน้าด้านไม่ยุบสภา รับรองว่าบ้านเมืองนี้จะมีนายกฯ แต่เพียงในนามจะไม่ได้ทำหน้าที่แม้แต่วินาทีเดียว    นี่คือมติของแกนนำทั้งหลาย นี่คือการสู้แบบสุดตัวสุดหัวใจ  โดยจะเริ่มต้นรับบริจาคเลือดจากแนวร่วมตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 18.00 น. ระหว่างนี้จะรอคำตอบจากรัฐบาลว่าจะยอมยุบสภาหรือไม่

9โมงเช้าวันนี้ แดงเคลื่อนพล บุกกรมทหารราบที่11


โดย...เกียกกาย 43..

15 มี.ค. 53

วันนี่เวลา 09.00 น.คนเสื้อแดงเคลื่อนพล บุกกรมทหารราบที่11    เริ่มตั้งขบวนที่ถนนหลานหลวง   ใช้รถศึกคนเสื้อแดงเคลื่อนเป็นแนวยาว    ตรงไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปตามถนนพหลโยธิน ผ่านสะพานควาย ไปบางเขนและหยุดที่กรมทหารราบที่11   เพื่อให้ถึงก่อนเวลา12.00 น.


รอคำแถลงยุบสภาจากรัฐบาล    ตามคำเรียกร้องของคนเสื้อแดงที่ออกแถลงการณ์ฉบับที่1 เมื่อวานนี้
เวลามีน้อยลงเรื่อยๆแล้วสำหรับรัฐบาลและอำมาตย์    ที่จะตัดสินใจเลือกทางเดิน    ว่าจะรักษาอำนาจของตนต่อไปหรือฟังเสียงของประชาชน

14 มี.ค. 2553

แถลงการณ์นปช ฉบับที่1


โดย...สลับฉาก

14 มี.ค.53

วันนี้เวลา 12.00 น.นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช ได้ประกาศแถลงการณ์ นปช แดงทั้งแผ่นดิน ฉบับที่ 1 ความว่า   จะให้เวลารัฐบาลประกาศยุบสภา   คืนอำนาจสู่ประชาชนภายใน 24 ชม.    นั่นคือรัฐบาลจะต้องยุบสภาภายในเวลาเที่ยงวัน ของวันที่ 15 มี.ค.53

ต้อนรับคนเสื้อแดง


โดย...เกียกกาย 43..

14 มี.ค.53

วานนี้และวันนี้   คนกรุงเทพฯออกมาให้การต้อนรับ   ตลอดสองข้างทางที่คนเสื้อแดงเคลื่อนพลเคลื่อนทัพ   จากจังหวัดต่างๆเข้ากรุงเทพฯ    ไหนบอกว่าคนกรุงเทพฯจะไม่ต้อนรับ    เพราะคนเสื้อแดงทำให้รถติด  

13 มี.ค. 2553

จับตา สื่อมวลชั่ว กลับใจ?


โดย...สลับฉาก

13 มี.ค.53

วานนี้ (12 มี.ค. 53)  สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย    ได้ออกแถลงการณ์ร่วม "เรื่องการทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้ง"     โดยมีเนื้อหาสาระเรียกร้องที่สำคัญดังต่อไปนี้

1. เราขอสนับสนุนให้สื่อมวลชนทุกแขนง   ทำหน้าที่อย่างเข็มแข็ง   เสนอข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย อย่างตรงไปตรงมา   ไม่ควรใช้ภาษาข่าวที่รุนแรงดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดความเข้าใจผิด   ทั้งนี้สื่อมวลชนทุกแขนง   ต้องยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน อย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุด

2. ขอให้ฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาล   ตระหนักว่าสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ทำหน้าที่รายงานข่าวและข้อเท็จจริง   ตามหน้าที่ของตนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร   เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามและแทรกแซงไม่ว่าจากฝ่ายใด ซึ่งหากสื่อถูกข่มขู่และคุกคามจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ จะผลกระทบกับประชาชนที่ไม่สารมารถรับรู้ข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริง


ทั้งนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อได้จัดทำปลอกแขนที่เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฯและได้เปิดสมาคม นักข่าวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักข่าวเข้ามาใช้สถานที่จนกว่าสถานการณ์จะ เข้าสู่ภาวะปกติ โดยเปิดให้ใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต อาหารว่าง รวมถึงอุปกรณ์การทำงาน ทางสมาคมจะจัดหาให้ โดยเปิดเป็นศูนย์ press center ให้กับนักข่าว

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุญาตให้ใช้พื้นที่คอมมอนรูม ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ และกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี(สน.นางเลิ้ง)ก็อนุญาตให้นักข่าวใช้ พื้นที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในช่วงการชุมนุมเช่นกัน

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.53 ผมได้เขียนไว้ใน WebBlog นี้ว่า "หมดเวลาที่สื่อชั่วทั้งหลายจะทำเลวต่อไปแล้ว    หากท่านทั้งหลายยังไม่กลับตัวกลับใจ   ก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาศได้ยืนอยู่ในสังคมประชาธิปไตยอีกต่อไป   และจะได้รับบทเรียนอย่าสาสมจากคำพิพากษาของประชาชน"  


แม้ทั้งสามสมาคมดังกล่าว   จะออกมาแถลงการณ์ให้สื่อทุกแขนง   เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา   ยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพอย่างเคร่งครัด   เสนอข่าวรอบด้านและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายก็ตาม   เราจะเชื่อถือแค่คำแถลงการณ์ไม่ได้   ประชาชนต้องดูของจริงว่าสื่อชั่วรับใช้เผด็จการจะกลับตัวกลับใจจริงไหม   และสามสมาคมดังกล่าวจะทำอย่างไรกับสื่อชั่วที่ยังเลียก้นเผด็จการ  





12 มี.ค. 2553

ท่านชอบหยุดหรืออย่า ?

โดย...สลับฉาก

12 มี.ค.53

บทความนี้เป็นภาพ   ให้ผู้เข้าชมเป็นผู้ตัดสิน   และนำไปใช้ได้ตามอัชฌาสัย

ระวัง! ความรุนแรงสะท้อนกลับ


โดย...เกียกกาย 43..

12 มี.ค.53

การใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ปราศจากอาวุธ   จะไม่ง่ายเหมือนเมื่อครั้งเมษาที่ผ่านมาแน่นอน   เพราะประชาชนเขามีประสบการณ์   และเขาแยกแยะออกแล้วว่าทหารไหนเป็นทหารแตงโม ทหารไหนเป็นทหารจินตหลา    

เมื่อความรุนแรงถูกใช้   สิ่งที่เคยเป็นปุ๋ยอาจกลายสภาพเป็นอาวุธชีวภาพ   ที่สำคัญฝ่ายที่เขาทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้   เห็นประชาชนถูกรังแกอย่างที่เปรียบไม่ได้กับกำลังอาวุธ   อาจยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ได้ร้องขอ    โดยอาวุธที่สมศักดิ์ศรีกัน

เพื่อความไม่ประมาท   ขอเตือนด้วยความหวังดีกับทหารจินตหลา   ให้สั่งเสียลูกเมียและทำพินัยกรรมไว้ให้พร้อม    ก่อนออกปราบประชาชน     หัวหน้าหน่วยงานทหารขอให้สงเคราะห์บอกกล่าวให้ลูกน้องในสังกัดตัวเองได้ เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม เพราะครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเห็นหน้ากันแล้ว     เพราะการจลาจลเช่นนี้มักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของทหาร คงจำทหารรักษาพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ที่ถูกแม่ค้าขายหมูที่บุกเข้าไปในวังตัดคอเอาเสียบกับปลายหอกเดินไปทั่ว กรุงปรารีสหลายร้อยคน ก่อนจะมีการตัดสินประหารชีวิตทหารที่เหลือทั้งหมดในเวลาต่อมา

ในประเทศไทยไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น   จึงได้เตือนกันไว้ก่อนให้ระวังความรุนแรงจะสะท้อนกลับ    และอย่าดึงฟ้าต่ำเป็นอันขาด เพราะตัวปัญหาคืออำมาตย์ที่ใกล้ชิดสถาบันนั้นเอง สมควรที่จะสู้ตรงไปตรงมากับประชาชนดีกว่า    เพราะครั้งนี้ผลคงไม่จบอย่างที่เคยเพราะประชาชนรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร   

การสร้างสถานการณ์แล้วทำเป็นรัฐประหาร     ไม่มีโอกาศที่จะทำสำเร็จอีกแล้ว   เพราะจะเจอกับการต่อต้านที่หนักหน่วงอย่างกว้างขวาง   ทั้งภายในและภายนอกประเทศ    โดยเฉพาะรับรองว่าเกิดแน่คำว่า "รัฐบาลพลัดถิ่น" ได้ยินและเป็นจริงแน่    ขอเตือนว่าอย่าแม้แต่จะคิด

11 มี.ค. 2553

คัดค้าน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ


โดย...เกียกกาย 43..

11 มี.ค. 53

ปัจจุบันนี้สังคมกำลังเป็นห่วงว่า    การชุมนุมของคนเสื้อแดงในไม่กี่วันข้างหน้าจะเกิดความรุนแรง    ทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง    ต้องพยายามลดดีกรีความร้อนแรงให้ลดลง   แต่รัฐบาลกลับทำในทางตรงกันข้าม   กล่าวคือกลับออกข่าว กระพือข่าว สร้างกระแส ว่าคนเสื้อแดงจะทำในสิ่งเลวร้ายให้เกิดความน่ากลัวจนเกินจริง   ทั้งๆที่คนเสื้อแดงบอกไม่รู้กี่หนว่าจะชุมนุมอย่าง สันติวิธีปราศจากอาวุธ   และการชุมนุมที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำผิดคำพูด

ต่อมารัฐบาลออก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ    เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือแรกจัดการกับคนเสื้อแดง    โดยอาศัยอำนาจในพ.ร.บ.นี้ดึงทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง     สร้างความกดดันให้อุณภูมิมันร้อนแรงขึ้น   ทั้งๆที่ยังไม่มีเหตุอะไรอันถือว่ามีเหตุจำเป็น   

รัฐบาลยังตอบสังคมไม่ได้ถึงเหตุรุนแรงเมื่อเดือนเมษา ที่ผ่านมา    ถึงการสร้างสถานการณ์เผารถเมย์ การนำรถแก๊สออกมาขู่ การยิงมัสยิด และอื่นๆ แล้วอ้างคนเสื้อแดงทำ     น่าสังเกตว่าปัจจุบันยังจับคนเผารถเมย์ไม่ได้   จับคนขับรถแก๊สไม่ได้   ทั้งๆที่มีภาพชัดเจน

ทำให้สังคมห่วงว่าการชุมนุมใหญ่คราวนี้   รัฐบาลจะสร้างสถานการณ์เพื่อหาเหตุปราบปรามคนเสื้อแดง
สังเกตจากรัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญกับการป้องกันมือที่สาม   ไม่เคยได้ยินว่าหน่วยงานไหนจะประชุมกัน   เพื่อป้องกันมือที่สามมาสร้างสถานการณ์    ทำให้สังคมเชื่อว่ารัฐบาลเป็นผู้สร้างสถานการณ์เสียเอง   แล้วอ้างเหตุออก พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯตามมาเป็นเครื่องมือที่สอง   ในการปราบปรามประชาชน    โดยอาศัยอำนาจในพ.ร.บ.นี้อ้างว่าการชุมนุมผิดกฎหมาย

ถ้ารัฐบาลทำลายความชอบธรรมของประชาชน   ในการชุมนุมกันตามวิถีแห่งประชาธิปไตยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ    โดยใช้กำลังและวิธีสกปรกนั้นไม่ว่าผลการชุมนุมจะออกมาเช่นไร    รัฐบาลยิ่งจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนและชาวโลกมากยิ่งขึ้น    การไม่ยอมรับอาจจะกว้างขวางจนรัฐบาลรับมือไม่ได้ก็ได้    ถึงจุดนั้นมันก็สายเกินไปที่จะพูดว่า "ไม่น่าทำเลย"

เราจึง คัดค้าน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และ พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ    ที่รัฐบาลใช้หรือจะใช้ในอนาคตกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง    และหากรัฐบาลยังไม่ยอมยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯที่ประกาศใช้แล้ว และยังจะออก พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ อีกในอนาคต     หากเกิดความรุนแรงขึ้นจนนองเลือด   รัฐบาล ทหาร ข้าราชการ สื่อมวลชั่ว และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องรับผิดชอบ