17 มี.ค. 2553

กำลังใจสองข้างทาง



โดย...นายสลับฉาก

17 มี.ค.53

ไม่ว่าคนเสื้อแดงจะเคลื่อนทัพไปไหน   ตั้งแต่วันแรกที่เคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ  เคลื่อนทัพบุกราบ11  และเคลื่อนพลไปสุขุมวิท      ล้วนแล้วแต่ได้รับการต้อนรับจากประชาชนสองข้างทาง    ผิดกับข่าวรัฐบาลที่อ้างว่าคนกรุงเทพฯไม่ต้อนรับ     ภาพข้างต้นเป็นเครื่องยืนยันคำตอบได้ดีว่า อะไรแท้อะไรเทียม  อะไรจริงอะไรเท็จ

16 มี.ค. 2553

ยศจ่าดังกว่ายศผู้กำกับ


โดย...เกียกกาย 43..

16 มี.ค. 53

มีไม่กี่คนหรอกครับที่มีตำแหน่งสูงถึงผู้กำกับ   ยศพันตำรวจเอกแต่ชาวบ้านเรียกจ่าอย่างเคารพ   มันหมายความว่าอะไรถ้าไม่ไช่เพราะคนผู้นี้   เป็นที่รู้จักของชาวบ้านตั้งแต่ยศเป็นจ่า    เข้ากับชาวบ้านช่วยเหลือชาวบ้านทำงานด้วยความจริงใจ   จนอยู่ในหัวใจของชาวบ้านตั้งแต่ยศเป็นจ่า  เขาคือ " พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา " ผู้กำกับฯ " กระดูกเหล็ก "  

หากนับผลการปฏิบัติราชการตรวจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ ปี 2513 จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เป็น " พลตำรวจ"  จนถึงยศ "พันตำรวจเอก  "    เขาได้เข้าทำการปะทะต่อสู้กับโจรก่อการร้าย โจรจีนคอมมิวนิสต์ มาแล้วนับ 100 ครั้ง     สามารถสังหารฝ่ายตรงข้าม ยึดอาวุธปืน  และที่พักเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลในการนำกำลังเข้าปะทะกับโจรก่อการร้ายดังกล่าว   ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บทั้งเล็กน้อยและสาหัส จำนวน 8 ครั้ง เช่นในปี 2519   ได้ยิงปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้าย กลุ่มนายลาเตะ เจาะปันตัง ที่จับกุมตัวตำรวจและครอบครัวไปเรียกค่าไถ่    ที่เทือกเขาเจาะปันตัง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ผลการปะทะทำให้ เขา ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขาซ้าย   หน้าอกได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งรักษาตัว รพ.ศูนย์ยะลา    และจากการปะทะในครั้งนี้ทำให้ขาข้างซ้ายแทบพิการ  ..

... นอกจากนี้ พ.ต.อ.สมเพียร  ยังได้รับพระราชทาน และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย เช่น ..
       1.ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้นสอง ประเภทหนึ่ง
       2.ได้รับประกาศนียบัตร " ผู้มีผลงานสู้รบดีเด่น " จากกระทรวงมหาดไทย
       3.ได้รับเข็มรักษาดินแดนสดุดี จากกระทรวงมหาดไทย
       4.ได้รับมอบเกียรติบัตรผู้ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติด้วยความเสียสละ จากองค์การทหารผ่านศึก
       5.ไดัรับประกาศผู้มีผลงานดีเด่นด้านการปราบปราม จากกองบัญชาการตำรวจภูธร 9
       6.ได้รับการคัดเลือกเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนตำรวจภูธร 9 ดีเด่น
       7.ได้รับหนังสือสำคัญ จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต ) ยกย่องเชิดชู เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ด้วยความเข้มแข็งเสียสละ
       8 .ฯลฯ ...



พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา ผกก.สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ได้เขียนบทความพิเศษลงในเว็บไซต์ เรื่อง "มันสายไปแล้ว..ครับท่านกับความเสียใจและความช่วยเหลือแก่ พ.ต.อ.สมเพียร" เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา

ผมได้รับข่าวทางโทรศัพท์มือว่านายกฯพร้อมช่วย ผกก.บันนังสตา  และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลื่อนยศ 7 ขั้น พ.ต.อ.สมเพียร ชดเชย 1.8 ล้านบาท และต้องมีคนรับผิดชอบโยกย้าย   เหมือนจะดูดีในความห่วงใย เหมือนจะต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง    แต่สำหรับผมและตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้...คงไม่ เพราะมันไม่ได้มีค่าอะไร  เมื่อนักรบของชาติคนหนึ่งที่เฝ้ารอและมีความหวังที่ จะได้รับความเมตตา  ความปรารถนาดีเรื่องการตอบแทนให้กับเขาจากผู้บังคับบัญชา.. เขาได้ตายจากพวก เราไปเสียแล้ว และในความเป็นจริง.. หากเขาลุกขึ้นมาพูดได้ เขาก็คงไม่อยากได้แล้ว

ทั้งๆที่พี่เพียรของผมได้พยายาม   ส่งสัญญาณถึงเหล่าผู้บังคับบัญชามาตั้งแต่ วันที่ 19  กุมภาพันธ์ 2553 และเข้ายื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ รรท.ผบ.ตร. ไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเรื่องพี่เพียรต้องทำให้จริงจัง     เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ได้เสียสละทุกคนทุกส่วนราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้    และต้องจุดประกายเรื่องพี่เพียรให้เป็นวาระแห่งชาติ    ที่ทุกส่วนราชการต้องตระหนักในความสำคัญ    และสิ่งที่ควรจะต้องตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปกติเราไม่ค่อยจะเหลือบตามองตำรวจสักเท่าไหล่   เพราะเราพบแต่ตำรวจที่เป็นศัตรูกับประชาชนแต่เป็นขี้ค่าที่ดีของอำมาตย์   เป็นขี้ค่าที่ดีของผู้บังคับบัญชาทั้งๆที่รู้ว่าเป็นคนเลว   แต่สำหรับตำรวจนายนี้เราขอยกเว้นและขอสดุดีว่าเขาเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง   ที่ตำรวจทั้งหลายควรเอาเป็นตัวอย่าง   อย่าทำตัวอย่างหมาหรือสุนัขรับใช้เจ้านายชั่ว   แล้วทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์



15 มี.ค. 2553

แถลงการณ์นปช ฉบับที่2


โดย...สลับฉาก

15 มี.ค. 53

เมื่อ เวลา 13.30 น.   วันที่ 15 มีนาคม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำนปช.   ขึ้นเวทีปราศรัยบนรถขยายเสียง   หน้าบริเวณกรมทหารราบที่ 11 (ร.11 รอ.) กล่าวแถลงการณ์สรุปความว่า   เราได้บอกแล้วว่าจะมาไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน เมื่อไม่ยุบสภา   ก็ต้องยกระดับความเข้มข้นการต่อสู้    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ฟังให้ดี ต่อไปนี้เป็นมาตรการการต่อสู้ และยกระดับความเข้มข้นของการเรียกร้อง

นปช.แดงทั้งแผ่นดิน  จะรวบรวมเลือดของคนเสื้อแดง 1แสนคน จำนวน 1 ล้านซีซี   จากร่างกายและจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง   เอาไปเทรอบประตูทำเนียบรัฐบาล   ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยากเป็นนายกฯ   โดยไม่สนว่าี้มีประชาชนมากแค่ไหนที่ไม่ยอมรับและอยากให้ยุบสภา    ก็ให้เดินผ่านประตูกองเลือดของประชาชนเข้าไปทำงาน

ถ้ายังไม่ยุบสภาอีก  1 ล้านซีซีถัดไป   จะเทให้นองหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์   ถ้ายังไม่ยุบอีก 1 ล้านซีซีถัดไปจะเทให้เต็มหน้าบ้านนายอภิสิทธิ์    นี่เป็นมาตรการต่อสู้โดยสันติวิธี   โดยไม่ต้องการปะทะกระทบกระทั่งใคร เลือดทุกหยด ขอให้เป็นเลือดไพร่ไม่มีเส้นเช่นคนเสื้อแดงวันนี้   เมื่อไม่มีเส้นก็ต้องเอาเลือดออกมาทาแผ่นดินเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย    หากนายอภิสิทธิ์ยังไม่ยุบสภา   วันพรุ่งนี้ 6 โมงเย็น 1 ล้านซีซีแรกเลือดจะนองทุกทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลแน่   

หากครบ 3  ล้านซีซี ยังหน้าด้านไม่ยุบสภา รับรองว่าบ้านเมืองนี้จะมีนายกฯ แต่เพียงในนามจะไม่ได้ทำหน้าที่แม้แต่วินาทีเดียว    นี่คือมติของแกนนำทั้งหลาย นี่คือการสู้แบบสุดตัวสุดหัวใจ  โดยจะเริ่มต้นรับบริจาคเลือดจากแนวร่วมตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 18.00 น. ระหว่างนี้จะรอคำตอบจากรัฐบาลว่าจะยอมยุบสภาหรือไม่

9โมงเช้าวันนี้ แดงเคลื่อนพล บุกกรมทหารราบที่11


โดย...เกียกกาย 43..

15 มี.ค. 53

วันนี่เวลา 09.00 น.คนเสื้อแดงเคลื่อนพล บุกกรมทหารราบที่11    เริ่มตั้งขบวนที่ถนนหลานหลวง   ใช้รถศึกคนเสื้อแดงเคลื่อนเป็นแนวยาว    ตรงไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปตามถนนพหลโยธิน ผ่านสะพานควาย ไปบางเขนและหยุดที่กรมทหารราบที่11   เพื่อให้ถึงก่อนเวลา12.00 น.


รอคำแถลงยุบสภาจากรัฐบาล    ตามคำเรียกร้องของคนเสื้อแดงที่ออกแถลงการณ์ฉบับที่1 เมื่อวานนี้
เวลามีน้อยลงเรื่อยๆแล้วสำหรับรัฐบาลและอำมาตย์    ที่จะตัดสินใจเลือกทางเดิน    ว่าจะรักษาอำนาจของตนต่อไปหรือฟังเสียงของประชาชน

14 มี.ค. 2553

แถลงการณ์นปช ฉบับที่1


โดย...สลับฉาก

14 มี.ค.53

วันนี้เวลา 12.00 น.นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช ได้ประกาศแถลงการณ์ นปช แดงทั้งแผ่นดิน ฉบับที่ 1 ความว่า   จะให้เวลารัฐบาลประกาศยุบสภา   คืนอำนาจสู่ประชาชนภายใน 24 ชม.    นั่นคือรัฐบาลจะต้องยุบสภาภายในเวลาเที่ยงวัน ของวันที่ 15 มี.ค.53

ต้อนรับคนเสื้อแดง


โดย...เกียกกาย 43..

14 มี.ค.53

วานนี้และวันนี้   คนกรุงเทพฯออกมาให้การต้อนรับ   ตลอดสองข้างทางที่คนเสื้อแดงเคลื่อนพลเคลื่อนทัพ   จากจังหวัดต่างๆเข้ากรุงเทพฯ    ไหนบอกว่าคนกรุงเทพฯจะไม่ต้อนรับ    เพราะคนเสื้อแดงทำให้รถติด  

13 มี.ค. 2553

จับตา สื่อมวลชั่ว กลับใจ?


โดย...สลับฉาก

13 มี.ค.53

วานนี้ (12 มี.ค. 53)  สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย    ได้ออกแถลงการณ์ร่วม "เรื่องการทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้ง"     โดยมีเนื้อหาสาระเรียกร้องที่สำคัญดังต่อไปนี้

1. เราขอสนับสนุนให้สื่อมวลชนทุกแขนง   ทำหน้าที่อย่างเข็มแข็ง   เสนอข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย อย่างตรงไปตรงมา   ไม่ควรใช้ภาษาข่าวที่รุนแรงดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งอาจเป็นการยั่วยุให้เกิดความเข้าใจผิด   ทั้งนี้สื่อมวลชนทุกแขนง   ต้องยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน อย่างเคร่งครัด ด้วยการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุด

2. ขอให้ฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาล   ตระหนักว่าสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ทำหน้าที่รายงานข่าวและข้อเท็จจริง   ตามหน้าที่ของตนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร   เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามและแทรกแซงไม่ว่าจากฝ่ายใด ซึ่งหากสื่อถูกข่มขู่และคุกคามจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ จะผลกระทบกับประชาชนที่ไม่สารมารถรับรู้ข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริง


ทั้งนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อได้จัดทำปลอกแขนที่เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมฯและได้เปิดสมาคม นักข่าวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักข่าวเข้ามาใช้สถานที่จนกว่าสถานการณ์จะ เข้าสู่ภาวะปกติ โดยเปิดให้ใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต อาหารว่าง รวมถึงอุปกรณ์การทำงาน ทางสมาคมจะจัดหาให้ โดยเปิดเป็นศูนย์ press center ให้กับนักข่าว

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุญาตให้ใช้พื้นที่คอมมอนรูม ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ และกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี(สน.นางเลิ้ง)ก็อนุญาตให้นักข่าวใช้ พื้นที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในช่วงการชุมนุมเช่นกัน

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.53 ผมได้เขียนไว้ใน WebBlog นี้ว่า "หมดเวลาที่สื่อชั่วทั้งหลายจะทำเลวต่อไปแล้ว    หากท่านทั้งหลายยังไม่กลับตัวกลับใจ   ก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาศได้ยืนอยู่ในสังคมประชาธิปไตยอีกต่อไป   และจะได้รับบทเรียนอย่าสาสมจากคำพิพากษาของประชาชน"  


แม้ทั้งสามสมาคมดังกล่าว   จะออกมาแถลงการณ์ให้สื่อทุกแขนง   เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา   ยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพอย่างเคร่งครัด   เสนอข่าวรอบด้านและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายก็ตาม   เราจะเชื่อถือแค่คำแถลงการณ์ไม่ได้   ประชาชนต้องดูของจริงว่าสื่อชั่วรับใช้เผด็จการจะกลับตัวกลับใจจริงไหม   และสามสมาคมดังกล่าวจะทำอย่างไรกับสื่อชั่วที่ยังเลียก้นเผด็จการ  





12 มี.ค. 2553

ท่านชอบหยุดหรืออย่า ?

โดย...สลับฉาก

12 มี.ค.53

บทความนี้เป็นภาพ   ให้ผู้เข้าชมเป็นผู้ตัดสิน   และนำไปใช้ได้ตามอัชฌาสัย

ระวัง! ความรุนแรงสะท้อนกลับ


โดย...เกียกกาย 43..

12 มี.ค.53

การใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่ปราศจากอาวุธ   จะไม่ง่ายเหมือนเมื่อครั้งเมษาที่ผ่านมาแน่นอน   เพราะประชาชนเขามีประสบการณ์   และเขาแยกแยะออกแล้วว่าทหารไหนเป็นทหารแตงโม ทหารไหนเป็นทหารจินตหลา    

เมื่อความรุนแรงถูกใช้   สิ่งที่เคยเป็นปุ๋ยอาจกลายสภาพเป็นอาวุธชีวภาพ   ที่สำคัญฝ่ายที่เขาทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้   เห็นประชาชนถูกรังแกอย่างที่เปรียบไม่ได้กับกำลังอาวุธ   อาจยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ได้ร้องขอ    โดยอาวุธที่สมศักดิ์ศรีกัน

เพื่อความไม่ประมาท   ขอเตือนด้วยความหวังดีกับทหารจินตหลา   ให้สั่งเสียลูกเมียและทำพินัยกรรมไว้ให้พร้อม    ก่อนออกปราบประชาชน     หัวหน้าหน่วยงานทหารขอให้สงเคราะห์บอกกล่าวให้ลูกน้องในสังกัดตัวเองได้ เตรียมตัว เตรียมใจให้พร้อม เพราะครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเห็นหน้ากันแล้ว     เพราะการจลาจลเช่นนี้มักจบลงด้วยโศกนาฏกรรมของทหาร คงจำทหารรักษาพระองค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ที่ถูกแม่ค้าขายหมูที่บุกเข้าไปในวังตัดคอเอาเสียบกับปลายหอกเดินไปทั่ว กรุงปรารีสหลายร้อยคน ก่อนจะมีการตัดสินประหารชีวิตทหารที่เหลือทั้งหมดในเวลาต่อมา

ในประเทศไทยไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น   จึงได้เตือนกันไว้ก่อนให้ระวังความรุนแรงจะสะท้อนกลับ    และอย่าดึงฟ้าต่ำเป็นอันขาด เพราะตัวปัญหาคืออำมาตย์ที่ใกล้ชิดสถาบันนั้นเอง สมควรที่จะสู้ตรงไปตรงมากับประชาชนดีกว่า    เพราะครั้งนี้ผลคงไม่จบอย่างที่เคยเพราะประชาชนรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร   

การสร้างสถานการณ์แล้วทำเป็นรัฐประหาร     ไม่มีโอกาศที่จะทำสำเร็จอีกแล้ว   เพราะจะเจอกับการต่อต้านที่หนักหน่วงอย่างกว้างขวาง   ทั้งภายในและภายนอกประเทศ    โดยเฉพาะรับรองว่าเกิดแน่คำว่า "รัฐบาลพลัดถิ่น" ได้ยินและเป็นจริงแน่    ขอเตือนว่าอย่าแม้แต่จะคิด

11 มี.ค. 2553

คัดค้าน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ


โดย...เกียกกาย 43..

11 มี.ค. 53

ปัจจุบันนี้สังคมกำลังเป็นห่วงว่า    การชุมนุมของคนเสื้อแดงในไม่กี่วันข้างหน้าจะเกิดความรุนแรง    ทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง    ต้องพยายามลดดีกรีความร้อนแรงให้ลดลง   แต่รัฐบาลกลับทำในทางตรงกันข้าม   กล่าวคือกลับออกข่าว กระพือข่าว สร้างกระแส ว่าคนเสื้อแดงจะทำในสิ่งเลวร้ายให้เกิดความน่ากลัวจนเกินจริง   ทั้งๆที่คนเสื้อแดงบอกไม่รู้กี่หนว่าจะชุมนุมอย่าง สันติวิธีปราศจากอาวุธ   และการชุมนุมที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำผิดคำพูด

ต่อมารัฐบาลออก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ    เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือแรกจัดการกับคนเสื้อแดง    โดยอาศัยอำนาจในพ.ร.บ.นี้ดึงทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง     สร้างความกดดันให้อุณภูมิมันร้อนแรงขึ้น   ทั้งๆที่ยังไม่มีเหตุอะไรอันถือว่ามีเหตุจำเป็น   

รัฐบาลยังตอบสังคมไม่ได้ถึงเหตุรุนแรงเมื่อเดือนเมษา ที่ผ่านมา    ถึงการสร้างสถานการณ์เผารถเมย์ การนำรถแก๊สออกมาขู่ การยิงมัสยิด และอื่นๆ แล้วอ้างคนเสื้อแดงทำ     น่าสังเกตว่าปัจจุบันยังจับคนเผารถเมย์ไม่ได้   จับคนขับรถแก๊สไม่ได้   ทั้งๆที่มีภาพชัดเจน

ทำให้สังคมห่วงว่าการชุมนุมใหญ่คราวนี้   รัฐบาลจะสร้างสถานการณ์เพื่อหาเหตุปราบปรามคนเสื้อแดง
สังเกตจากรัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญกับการป้องกันมือที่สาม   ไม่เคยได้ยินว่าหน่วยงานไหนจะประชุมกัน   เพื่อป้องกันมือที่สามมาสร้างสถานการณ์    ทำให้สังคมเชื่อว่ารัฐบาลเป็นผู้สร้างสถานการณ์เสียเอง   แล้วอ้างเหตุออก พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯตามมาเป็นเครื่องมือที่สอง   ในการปราบปรามประชาชน    โดยอาศัยอำนาจในพ.ร.บ.นี้อ้างว่าการชุมนุมผิดกฎหมาย

ถ้ารัฐบาลทำลายความชอบธรรมของประชาชน   ในการชุมนุมกันตามวิถีแห่งประชาธิปไตยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ    โดยใช้กำลังและวิธีสกปรกนั้นไม่ว่าผลการชุมนุมจะออกมาเช่นไร    รัฐบาลยิ่งจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนและชาวโลกมากยิ่งขึ้น    การไม่ยอมรับอาจจะกว้างขวางจนรัฐบาลรับมือไม่ได้ก็ได้    ถึงจุดนั้นมันก็สายเกินไปที่จะพูดว่า "ไม่น่าทำเลย"

เราจึง คัดค้าน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และ พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ    ที่รัฐบาลใช้หรือจะใช้ในอนาคตกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง    และหากรัฐบาลยังไม่ยอมยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯที่ประกาศใช้แล้ว และยังจะออก พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ อีกในอนาคต     หากเกิดความรุนแรงขึ้นจนนองเลือด   รัฐบาล ทหาร ข้าราชการ สื่อมวลชั่ว และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องรับผิดชอบ


   

10 มี.ค. 2553

เตรียมตัวสู้ศึก! อย่างคึกคะนอง


McFah99 ได้สรุปข้อมูลโดยย่อจาก RSR และ FARED สำหรับเตรียมตัวชุมนุมใหญ่ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๕๓ ดังนี้

1. ถ้ามียาประจำตัวให้นำไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรค เบาหวาน , ความดัน , หัวใจ ,หอบหืด

2. สวมใส่เสื้อผ้าที่กระชับ รัดกุม คล่องแคล่ว
รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าหุ้มส้น กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว หรือใช้ปลอกแขนกันแดดแทน หมวก

3. เตรียมเสื้อสะอาด 1 ตัว ใส่ถุงพลาสติก เพื่อประโยชน์ในการเดินทางกลับบ้าน ทีีสำคัญคือ เอาไว้เปลี่ยนเมือโดนแก๊สน้ำตา หรือถูกน้ำฉีด และนำเสื้อผ้าที่โดนแก๊ส ใส่ในถุงแทน รัดแน่นหนา เพื่อนำกลับไปซัก

4. ทุกคนควรมีกระเป๋าเป้สะพายหลัง หรืออย่างน้อยแบบสะพาย เพิ่อไม่ต้องถือ ในกระเป๋าควรมี เสื้อผ้าตามข้อ 3
ขวดน้ำดื่มสะอาด ผ้าขนหนู(อย่างน้อยผืนเล็ก) หรือผ้าขาวม้า อาหารแห้ง หรือ ลูกกวาด เพื่อเวลาที่ถูกปิดล้อม ส่งเสบียงเข้าที่ชุมนุมไม่ได้ หน้ากากอนามัย ไว้กันแก๊สได้ระดับหนึ่ง , แว่นตากันน้ำ กันแดด เพื่อกันแก๊สน้ำตา ยาพารา ยาดม ยาหม่อง เวชภันณ์ทำแผลเบื้องต้น

5. สำหรับผู้หญิง ควรมีผ้าอนามัย ชนิดแผ่น ติดกระเป๋าเอาไว้ด้วย เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง และหากมีผู้บาดเจ็บใกล้ตัวเรา ในกรณีแผลฉกรร ใช้โปะ ห้ามเลือดระหว่างติดต่อ หน่วนพยาบาล หรือนำส่ง รพ. หากมีรอบเดือน อย่าใช้ผ้่าอนามัยแบบสอด เพราะหากถูกปิดล้อม หรือถูกจับกุม หาโอกาสเปลี่ยนไม่ได้ จะเกิดหมักหมม นานเกินกว่า 5 ชั่วโมง ร่างกายอาจติดเชื้อจากผ้าอนามัย

6. ไม่ควรสวมคอนแทคเลนซ์ หากมีการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา เพราะตัวเลนซ์ จะดูดเก็บแก๊สไว้ที่ตาได้อย่างดี

7. ผู้สูงอายุ เด็ก หรือผุ้ที่มีโรคประจำตัว ควรมีข้อความสั้น ๆ บอก ชื่อ นามสกุล ตัวเองโรคที่เป็น กรุ๊บเลือด เบอร์โทร.ญาติ สถาน พยาบาลที่รักษาประจำ กับแพทย์คนใดอยู่ ใส่ซองพลาดติกกันน้ำ ห้อยคอไว้ตลอด เพื่อประโยชน์ หากท่านหมดสติ หรือไม่สามารถ สื่อสารด้วยคำพูดได้ ในกรณีบาดเจ็บรุนแรง

8. หากสามารถจัดหาหมวกกันน๊อค ไว้ใส่ในกรณีเหตุชุลมุน หรือถูกสลายการขุมนุม เพื่อกันหัวน๊อต กระสุนยางระยะใกล้

------------------------------------

วิธีการรับมือ และข้อปฏิบัติกรณี จนท.ใช้อาวุธพิเศษ( Non-Leathal Weapon )

1. แก๊สน้ำตา ให้ดูทิศทางลมให้ดี หาก จนท.ใช้แก๊สน้ำตายิง หรือขว้างมา ให้รีบใช้ผ้าห่มหนา ๆ ตัดสี่เหลี่ยมจตุรัีส ด้านละ ประมาณ 1 เมตร ชุบน้ำให้โชก คลุมกระป๋องแก๊สทันที ( ใครฮาร์ดคอร์ และสวมรองเท้าหนา ๆ จะเตะกระป๋องแก๊สกลับไปหาคนยิง ก็ไม่ว่ากัน ) แก๊สจะอยู่กับเรานาน 30 นาที
เมื่อโดนแก๊ส ให้รีบหลบเลี่ยงออกจากกลุ่มแก๊ส พยายามกลั้นหายใจให้ได้นานที่สุด และอยุ่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก หากเป็นที่ตา ใช้น้ำดื่มสะอาด ๆ รดจากหัวตาแต่ละข้าง ออกไปทางหางตา นานประมาณ ข้างละ 10 นาที เพื่อให้น้ำชะล้างแก๊สออกได้ในระดับปลอดภัย
หากโดนแก๊สตามผิวหนัง ให้รีบใช้น้ำสะอาด หรือน้ำสบู่ ล้างออกโดยเฉพาะบริเวณข้อพับ อย่าเกา หรือขยี้ตาเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้แก๊สขยายวงกว้างออกไปและยิ่งซืมเข้าผิวหนังได้มากขึ้น การสระผมก็อาจทำให้แสบหนังศรีษะได้

2. กระสุนยาง ระยะอันตรายคือ 10-12 เมตร ให้รักษาระยะห่างไว้ ตร.ไทย จะใช้ ปืนลูกซองยาว หรือปืินเล็กยาว ควรสวมหมวกน๊อค และแว่นตาี่ที่เป็นพลาสติกอย่างดี

3. LRAD เครื่องส่งเสียงดังรบกวนระยะไกล ระดับเสียงระหว่าง 90 เดซิเบล ถึง 146 เดซิเบล ส่งเสียงได้ไกลประมาณ 300 เมตร คือระยะหวังผล หากอยู่ใกล้ ต่ำกว่า 7 เมตร ถือว่าอันตรายถ้าได้ยินนาน หูจะดับถาวรได้ ให้ใช้ที่หูฟังกันเสียงสำหรับใส่ยิงปืน หรือโฟมอุดหู แล้วรีบวิ่งออกจากบริเวณนั้น ๆ เครื่องนี้ ถ้าใช้ในเมือง เมื่อโดนผนังตึก อาจสะท้อนกลับหาคนยิงได้
---------------------------------

9 มี.ค. 2553

โอกาศสุดท้ายสำหรับสื่อมวลชั่ว


โดย...สลับฉาก

9 มี.ค.53

วันที่ 14 มีนาคม 2553   เป็นวันอภิมหาชุมนุมของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ   ที่เขาทั้งหลายมาชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรม ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพ โดยสันติวิธี   ที่มันถูกลิดรอนไปตั้งแต่มีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

แม้ต่อมามีการเลือกตั้งก็ถูกวางให้เดินตามแนวทางเผด็จการ   ประเทศไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์   แต่อยู่ในรูปลักษณ์เผด็จการซ่อนรูป

ระหว่าง 19 กันยาจนปัจจุบัน   สื่อมวลชั่วทั้งหลายที่รับใช้เผด็จการ   ทำงานสอดประสานกันหนังสือพิมพ์เขียนวิจารณ์หรือด่าฝ่ายประชาธิปไตย วิทยุรับมาตอกย้ำ โทรทัศน์เหยียบย่ำอีกรอบ การกระทำเหล่านี้ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน   

มาถึงวันนี้หมดเวลาที่สื่อชั่วทั้งหลายจะทำเลวต่อไปแล้ว    หากท่านทั้งหลายยังไม่กลับตัวกลับใจ   ก็อย่าหวังว่าจะมีโอกาศได้ยืนอยู่ในสังคมประชาธิปไตยอีกต่อไป   และจะได้รับบทเรียนอย่าสาสมจากคำพิพากษาของประชาชน

7 มี.ค. 2553

แถลงการณ์ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

 
แถลงการณ์ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย:ในโอกาสวันนักข่าว 5 มีนาคม 2553

ขอ เรียกร้องให้สื่อยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามกลุ่ม เสื้อแดง และขอเรียกร้องให้รัฐยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนยั่วยุสร้างความเกลียดชัง แตกแยกในสังคม และยุติการคุกคามสื่อใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ซึ่งเป็นองค์กรกลางประสานงานของผู้สื่อข่าวที่เคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้สื่อ ข่าวนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความเป็นกลาง ไร้การบิดเบือน และสนับสนุนประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการเห็นว่า บทบาทของสื่อสารมวลชนทั้งของรัฐ และเอกชนในปัจจุบัน กำลังหมิ่นเหม่ต่อการตกเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจรัฐ และนำเสนอข่าวชี้นำสังคมไปในทางที่มีอคติต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้แต่การใช้สื่อสร้าง"สงครามข่าว"เป็นการชี้นำสาธารณชนให้เกิดการ เกลียดชัง ก่อความรุนแรงได้ จึงขอเรียกร้องดังนี้

1.สื่อมวลชนกระแสหลักนำเสนอข่าวโดยขาดการตรวจสอบใน กรณีที่เสนอข่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงได้ขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล 53 รายที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาล รวมทั้งสื่อที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐบาล และโจมตีต่อกลุ่มเสื้อแดงด้วยความอคติบิดเบือน โดยสื่อบางค่ายเช่น ผู้จัดการASTVนำเสนอว่าบุคคลทั้ง53รายตกเป็นเป้าการสังหารของคนเสื้อแดง

ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงการไปโพสต์ข้อความในเวบไซต์เสธ. แดง โดยข้อความดังกล่าวไม่ได้บอกว่าบุคคลทั้ง53รายเป็นเป้าหมายการสังหาร หรือขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบุคคลทั้ง53รายนั้น สนับสนุนระบอบเผด็จการอำมาตย์ และทำลายประชาธิปไตย และต่างก็ประสบเคราะห์กรรมตามหลักพุทธศาสนาไปแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการติชมโดยสุจริตและเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

แต่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนกลับขาดการตรวจสอบ และนำไปขยายผลว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะประสงค์ร้ายต่อกลุ่มบุคคลทั้ง53ราย ซึ่งสุ่มเสี่ยงมากว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความอคติลำเอียง และมีจุดประสงค์สร้างความเกลียดชังคนเสื้อแดง และอาจรวมไปถึงการสร้างกระแสเพื่อจุดชนวนให้ปราบปรามประชาชนที่จะจัดการ ชุมนุมใหญ่ในวันที่14มีนาคมนี้ได้

ลักษณะดังกล่าวไม่แตกต่างไปจากกรณีหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ตกแต่งภาพรัชทายาท และเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาประชาชนในกรณี6ตุลาคม2519 แต่คราวนี้ย่ำแย่กว่ามากนัก เพราะไม่ได้มีเพียง2ฉบับ แต่สื่อมวลชนกระแสหลักแทบทั้งหมดกำลังบิดเบือน ตกแต่งข่าวป้ายสีและอาจเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้อง ประชาธิปไตยได้

จึงขอเรียกร้องให้ยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดประสงค์ปูทางหรือจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามประชาชนโดยทันที

2.ที่ผ่านมาสื่อมวลชนกระแสหลักทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำนวนมาก ได้แสดงตนอย่างเด่นชัดว่าขาดจากสถานภาพการเป็นสื่อสารมวชนที่เป็นกลาง และนำเสนอข่าวเยี่ยงนักวิชาชีพไปแล้ว เพราะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ทัศนะที่สนับสนุนระบอบอำมาตย์เผด็จการ ให้ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชัง ชี้นำให้มีการปราบปรามทำลายล้างประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

จึงขอเรียกร้องต่อองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นต้น ได้มีมาตรการกำชับหรือบังคับอย่างมีประสิทธิภาพให้สมาชิกขององค์กรของตนให้ ธำรงตนอยู่ในความเป็นกลาง เสนอข่าวอย่างรอบด้าน ไร้อคติ ปราศจากการบิดเบือนชี้นำ และองค์กรวิชาชีพเหล่านี้ต้องแสดงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย

3.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง และยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ตลอด ทั้งยุติการคุกคามปิดกั้นสื่อที่นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เช่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม สื่อใหม่ทางวอินเตอร์เน็ตช่องทางต่างๆ ที่ใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์มใต้กรอบรัฐธรรมนูญ

4.ขอเรียกร้องต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนช่วยกันเรียกร้องกดดัน และติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อข้างต้น

ด้วยจิตเจตนาที่เป็นกลาง และสงบสันติ สมานฉันท์

นายไพโรจน์ นิมิบุตร

ประธานชมรม นักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย 

6 มี.ค. 2553

สภาล่ม! หนีญัตติต้านรัฐประหาร

 

โดย…สลับฉาก

6 มี.ค. 53

วันที่ 4 มี.ค.53 เวลา 13.30 น.นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งปิดประชุมเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบเพื่อพิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหามาตรการป้องกันการรัฐ ประหาร ของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย โดยมีองค์ประชุมเพียง 232 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งจำนวน 238 คนจากส.ส.ทั้งหมด 475 คน ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์สภาล่มครั้งที่4

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประสบกับเหตุการณ์สภาล่มอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะนับตั้งแต่ก้าวแรกของ การเป็นรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552   แม้ว่าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ   จะได้ประกาศยืนยันในวันที่ 23 มกราคม 52 ว่าจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มอีก   แต่ก็มีให้ล่มมาให้เห็นอีกตลอด

ประธานรัฐสภา ชัย ชิดชอบ เคยพูดไว้ชัดว่า หากสภาล่มเกิน 4 ครั้ง รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้แล้ว และ ย้ำว่าไม่สามารถห้ามฝ่ายค้านเสนอนับองค์ประชุมได้ หากสภาล่มบ่อย ๆ รัฐบาลคงต้องตัดสินใจยุบสภาไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมาร้องขอให้ยุบสภา

รัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านกว่า 40 เสียง     แต่กลับปล่อยให้สภาล่มไม่เป็นท่า การนำพาชาติบ้านเมืองให้พ้น หายนะนั้น สภาหรือ รัฐสภา จะต้องร่วมมือกับฝ่ายบริหาร เพื่อออกกฎ ระเบียบ หรือกระทั่งกฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารประเทศไปตามเป้าหมายหรือนโยบายของรัฐบาล

นี่แค่เกมยกแรก ยังไม่รวมกับเกมที่จะเกิดขึ้นในภาวะที่เหตุการณ์สำคัญ หรือเรื่องสำคัญๆ จะเข้าสู่การพิจารณา ไม่ว่าจะเป็น การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน, การบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ จำนวน 139 ไร่, โครงการฝายแม้ว ฯลฯ ทุกเรื่องทุกปัญหาขมวดปมเข้ามาทุกขณะ จนน่ากลัว

การทำงานในสภาต่อไปจะลำบาก นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สภาล่มว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะต้องทำให้ส.ส.มาประชุมให้ครบ ทั้งนี้ เชื่อว่า ฝ่ายค้านจะเสนอนับองค์ประชุมแบบนี้เรื่อย ๆ ซึ่งเราได้ยินเป้าหมายชัดเจนแล้วว่า ฝ่ายค้านประกาศว่า จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อไม่ให้รัฐบาลทำงานได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องระวังมากขึ้น ต้องทำให้องค์ประชุมครบ การทำงานจะได้ไม่สะดุด และส.ส.รัฐบาลที่ขาดประชุม ก็ควรรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้

เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลในเรื่องการคุมเสียงใน สภา   และเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะเสนอนับองค์ประชุมหรือแอนตี้walkoutออกจากห้อง ประชุม ฝ่ายรัฐบาลถึงต้องมีเสียงเป็นข้างมากแม้ได้มาอย่างไม่สง่างาม   ไม่ถูกต้องชอบธรรมในระบบประชาธิปไตย   เมื่อ เกิดสภาล่มบ่อยๆย่อมแสดงว่ารัฐบาลคุมเสียงตัวเองไม่ดี บกพร่องในหน้าที่ส่วนสภาอันจะกระทบกระเทือนต่อการบริหารประเทศให้ล่าช้าตาม มา รัฐบาลเองเป็นฝ่ายบริหารก็บกพร่องในหน้าที่มากอยู่แล้วที่ไร้ความสามารถแก้ ปัญหาประเทศ   ได้แต่กู้มาโกงและบี้ทักษิณ ผลงานอย่างอื่นมองหาไม่เจอ   ยิ่งมาบกพร่องในงานสภาด้วยแล้ว   ประเทศจะก้าวต่อไปอย่างไรครับพี่น้อง แล้วจะนิ่งเฉยปล่อยประเทศไปตามยะถากรรมไม่ทำอะไรเลยหรือพี่น้อง.