30 มี.ค. 2553

บึ้มรายวัน


โดย...เกียกกาย 43..

30 มี.ค. 53

มีข่าวระเบิดตูมตามในกรุงเทพฯ   เดี๋ยวนี้นับเป็นรายวันไปแล้ว   นับจำนวนครั้งถึง20ครั้งนับจากวันที่27ก.พ.-25มี.ค.53   ทั้งเอ็ม79และอาร์พีจี       ถ้าเป็นพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงไม่แปลก แต่นี่กลับเกิดเหตุขึ้นใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย  

ระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของฝ่ายไหนกันแน่!??      แดง-มือที่3 หรือ รัฐชงกินเอง?   
  
เสื้อแดงกล่าวหารัฐบาลว่าลงมือเพื่อเป็นข้ออ้างยืดเวลาประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง รวมไป ถึงพ.ร.บ.ฉุกเฉิน และโยนความผิดให้ม็อบแดง   ส่วนรัฐบาลมองว่าฝ่ายม็อบแดงเองก็มีหลายกลุ่ม อาจจะมีพวกที่นิยมความรุนแรง     สุดท้ายคือมือที่ 3 ซึ่งถูกเพ่งเล็งไปยังกลุ่มคนมีสี   ที่หวังว่าหากเหตุการณ์บานปลายมากขึ้นจะได้มีเหตุผลให้ใช้อำนาจเข้าควบคุม สถาน การณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

คดีระเบิดที่เกิดขึ้น
ตามข้อมูลของศอ.รส. พบว่า มีทั้งสิ้น 20 ครั้ง แบ่งเป็นพื้นที่กทม.และปริมณฑล รวม 16 ครั้ง และเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่จ.เชียงใหม่อีก 4 ครั้ง


ครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 21.20 น. คนร้ายนำลูกระเบิดขว้างแบบเอ็ม 76 ขว้างเข้าไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาพระราม 2 แต่ระเบิดไม่ทำงาน

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน คนร้ายขว้างระเบิดแบบเอ็ม 26 เข้าไปที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนสีลม แรงระเบิดทำให้กระจกด้านหน้าแตกเสียหาย
คดีนี้ตำรวจตามจับกุมคนร้าย ได้ 2 คน ซึ่งเป็นอา-หลานกันและเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ให้การสารภาพว่ามีส่วนร่วมแต่อ้างว่าไม่รู้คนปาเป็นใคร!??

ครั้งที่ 3 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 23.30 น. เกิดเหตุระเบิด เมื่อคนร้ายนำระเบิดไม่ทราบชนิดขว้างเข้าไปยังธนาคารกรุงเทพ สาขาพระประแดง ทำให้กระจกธนาคารได้รับความเสียหาย

ครั้งที่ 4 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เวลา 00.30 น. คนร้ายปาระเบิดแบบเอ็ม 67 เข้าไปที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาศรีนครินทร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เก็บกู้ไว้ได้

ครั้งที่ 5. วันที่ 15 มีนาคม เวลา 13.30 น. คนร้ายยิงเอ็ม 79 เข้าไปในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) จำนวน 6 ลูก แต่ทำงานเพียง 4 ลูก ทำให้กำลังพลบาดเจ็บ 2 นาย

ครั้งที่ 6.วันที่ 16 มีนาคม เวลา 02.20 น. คนร้ายยิงเอ็ม 79 เข้าไปในซอยลาดพร้าว 25 ไม่ปรากฏว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ครั้งที่ 7.วันที่ 19 มีนาคม เวลา 03.45 น. คนร้ายยิงเอ็ม 16 ใส่บ้านประชาชนภายในซอยทองหล่อ 3 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.

ครั้งที่ 8.เกิดขึ้นวันที่ 19 มีนาคม เวลา 04.00 น. คนร้ายยิงเอ็ม 16 ใส่บ้านประชาชนภายในซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.
โดย 2 คดีนี้ตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายได้พบว่าเป็นปัญหาส่วนตัวเกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ได้โยงถึงเรื่องการเมือง

ครั้งที่ 9 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม เวลา 23.00 น. คนร้ายใช้น้ำมันก๊าดจุดไฟโยนเข้าถูกรถถังหน้ากองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนขับแท็กซี่ร่วมก่อเหตุเป็นผู้ชุมนุมเสื้อแดง 2 คน

ครั้งที่ 10.วันที่ 20 มีนาคม เวลา 21.40 น. คนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม 67 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี


ครั้งที่ 11.วันที่ 20 มี.ค. เวลา 22.40 น. คนร้ายยิงจรวดอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม แต่ผิดพลาดติดสายไฟฟ้า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน พบผู้ต้องสงสัยพร้อมอาวุธ โดยตำรวจออกหมายจับ ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม อดีตตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจสภ.วังน้ำเขียว จ.สระแก้ว

ครั้งที่ 12.วันที่ 20 มีนาคม เวลา 23.45 น. พบวัตถุต้องสงสัยบริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยิงทำลายได้สำเร็จ

ครั้งที่ 13.วันที่ 22 มีนาคม มีคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่ที่สำนักงานบำรุงทางธนบุรี โดยไม่มีการระบุถึงสาเหตุว่ามีใครได้รับบาดเจ็บ

ครั้งที่ 14.วันที่ 23 มีนาคม เวลา 14.00 น. คนร้ายยิงเอ็ม 79 จำนวน 2 นัด ตกที่ข้างรั้วกรมสุขภาพจิตที่กระทรวงสาธารณสุข

ครั้งที่ 15.วันที่ 24 มีนาคม เวลา 19.45 น. คนร้ายปาระเบิดบริเวณตู้ควบคุมไฟฟ้าริมรั้วของศาลากลาง จ.นนทบุรี

ครั้งที่ 16.วันที่ 24 มีนาคม เวลา 20.40 น. คนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม 67 บริเวณเสาไฟฟ้าริมรั้วของกรมบังคับคดีเขตตลิ่งชัน

นอก จากนี้ ยังมีอีก 4 เหตุการณ์ที่เกิดในพื้นที่จ.เชียงใหม่ ประกอบด้วย
ครั้งที่ 17. วันที่ 15 มีนาคม เวลา 02.00 น. คนร้ายปาประทัดยักษ์ใส่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สาเหตุคาดว่าวัยรุ่นสร้างสถานการณ์

ครั้งที่ 18. วันที่ 16 มีนาคม เวลา 03.40 น. คนร้ายปาระเบิดบริษัทพ่อตาของนายเนวิน ชิดชอบ ที่จ.เชียงใหม่

ครั้งที่ 19. วันที่ 24 มีนาคม 2553 เวลา 14.30 น. พบลูกระเบิดเอ็ม 79 ที่ข้างห้างเซ็นทรัลแอร์พอร์ต พลาซ่า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้สำเร็จ

และสุดท้ายครั้งที่ 20. วันที่ 25 มีนาคม เวลา 08.15 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบระเบิดเอ็ม 26 ที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ สามารถเก็บกู้ได้สำเร็จ


ที่ว่าคนร้ายอาจจะใช้ปืนยิงเอ็ม 79 อย่างน้อย 3 กระบอก    วิเคราะห์ว่ากรณีนี้เป็นไปได้ยาก เพราะปืนยิงเอ็ม 79 ไม่ใช่เล็กๆ ไม่สามารถซ่อนติดตัวเหมือนปืนพกได้    หรือถ้าใช้กระบอก เดียว ผู้ก่อเหตุต้องชำนาญการชนิดหาตัวจับยาก เพราะการยิงเอ็ม 79 มีลักษณะคล้ายยิงปืนลูกซอง สามารถยิงได้ทีละนัด จากนั้นต้องดึงปลอกกระสุนออกแล้วบรรจุลูกใหม่เข้าไป
สุดท้ายที่ว่าคนร้ายใช้ปืนยิงระเบิดชนิด "เอ็ม 32" ซึ่งเป็นปืนที่พัฒนาขึ้นมาจากเอ็ม 79 แต่เหนือกว่าตรงที่มีโม่บรรจุกระสุนคล้ายปืนลูกโม่รวม 6 นัด ซึ่งเป็นจำนวนพอดีกับที่คนร้ายยิงเข้าไป    แต่ปืนชนิดนี้ในเมืองไทยมีเพียง 10 กระบอก ครอบครองโดยหน่วยทหารด้านรบพิเศษเท่านั้น

ที่น่าสนใจก็คือคดีนี้ตำรวจแทบทำอะไรไม่ได้เลย    เพราะเกิดเหตุในค่ายทหาร และผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า!??




ถัดมาคือคดียิงจรวดอาร์พีจีถล่มกระทรวงกลาโหม    แต่จรวดพลาดไปถูกสายไฟฟ้าบริเวณซอยแพร่งภูธรตกลงกลางถนน    ตำรวจตามยึดรถคนร้ายได้พบอาวุธสงครามจำนวนมาก   พร้อมกับเสื้อแดงที่แขวนทิ้งเอาไว้ เหมือนกลัวไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร
แถม คนร้ายยังสามารถขับรถนำอาวุธมาก มายผ่านเข้ามาในพื้นที่กวดขันพิเศษ เพราะอยู่ใกล้สถานที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำให้มีข้อสงสัยว่าทำไมถึงกล้าทำแบบนี้เหมือนไม่กลัวถูกตรวจค้น!??


ตำรวจพบหลักฐานมากมายนำไปสู่การออกหมายจับส.ต.ต.บัณฑิต    อดีตตำรวจที่ถูกไล่ออกจากราชการและพักหลังมาเดินตามนักการเมือง    ว่าเป็นหนึ่งใน 2 คนร้ายที่ก่อเหตุ

ข้อมูลล่าสุด ส.ต.ต.บัณฑิตเผ่นหนีไปแล้ว คาดว่าน่าจะไปกบดานที่ประเทศกัมพูชา
เจ้าหน้าที่ตั้งรางวัลนำจับถึง 5 แสนบาท แต่ไม่ง่ายที่จะเจอตัวเพราะส.ต.ต.บัณฑิตเป็นกุญแจสำคัญ หากจับกุมได้และยอมให้ปากคำ สถาน การณ์การเมืองอาจจะพลิกผันได้เลย!??




คดีสุดท้ายคือยิงเอ็ม 79 ถล่มกระทรวงสาธารณสุข    คดีนี้แม้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายเพียงเล็กน้อย    แต่เป็นประเด็นที่ฝ่ายนปช.และรัฐบาลกล่าวหากันไปมา

นปช.ตั้งข้อสังเกตว่าวันเกิดเหตุมีการประชุมครม.ที่กระทรวงสาธารณสุข ย่อมมีทหาร-ตำรวจมากมาย แต่ทำไมคนร้ายถึงยังก่อเหตุได้   และยังระบุอีกว่าเลือกเวลาก่อเหตุหลังจาก ครม.กลับไปหมดแล้ว โดยกล่าวหาว่ารัฐบาล "ชงเอง-กินเอง" หรือไม่!??

ส่วนรัฐบาลและทหารออกมาปฏิเสธและโต้กลับในทำนองว่าเป็นฝีมือของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลมากกว่า

 
เรื่องทั้งหมดนี้รัฐบาลไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้    ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำเพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล   ที่จะต้องหาคนทำมาลงโทษให้ได้    เรื่องเกิดแล้วเกิดเล่าแล้วยังหาคนทำผิดหรือตัวการไม่ได้   ย่อมแสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล   ขาดความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป    ควรให้คนอื่นมาจัดการบริหารประเทศดีกว่าที่จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ไม่รู้จบ

29 มี.ค. 2553

ยกสอง การเจรจาล้มเหลว

 

โดย...เกียกกาย 43..

29 มี.ค.53

การเจรจารอบสองหยุดลงตรงที่    อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธยุบสภาภายใน15วันของนปช.และเสนอขอเวลาอยู่ในเก้าอี้ออกไปอีก 9 เดือน ขณะที่แกนนำนปช.ปฏิเสธการขอเวลาในเก้าอี้นายกออกไปอีก 9 เดือนและขอยืนยันให้นายกยุบสภาภายใน15วัน


สรุป ยุติการเจรจา  ต่างคนต่างเดิน   นปช.ไล่อภิสิทธิ์ และอภิสิทธิ์ก็หนีต่อไป    สงครามทางชนชั้นก็อาจเป็นเรื่องที่หลีกหนีไม่ได้    ไม่ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลง    ด้วยเวลาที่เร็วหรือช้าอย่างไร    ผมรับรองว่าผู้ที่ชนะคือประชาชน   แม้เป็นชัยชนะที่ต้องผ่านมาด้วยความเจ็บปวดก็ตาม

ในการเจรจา 2 ฝ่ายวันนี้ ตอนหนึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ท้าทายว่าหากทำประชามติถามคนส่วนใหญ่เชื่อว่า จะไม่สนับสนุนให้ยุบสภา     แต่ผลสำรวจธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์พบว่าคนกรุงเทพฯกว่า66%ไม่ต้องการเขาแล้ว โดย46%ให้ยุบสภา อีกราว20%ให้ลาออก และส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าเขาจะอยู่ในเก้าอี้นานถึง9เดือน

อำมาตย์จะได้รับบทเรียนอย่างสาสม   และไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก    การเจรจาครั้งนี้ล้มเหลวผมว่าก็ดีเหมือนกัน   เมื่อคิดถึงอนาคตอดเปรี้ยวไว้กินหวาน สวัสดี.

28 มี.ค. 2553

ยกหนึ่ง อำมาตย์ & ประชาชน


โดย...เกียกกาย 43..

28 มี.ค.53

วันนี้มวยชกยกแรกระหว่างอำมาตย์กับประชาชนคนเสื้อแดง    นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคณะเจรจาฝ่ายรัฐบาล คือนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ   เปิดการเจรจากับแกนนำเสื้อแดง นำโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ    ที่สถาบันพระปกเกล้า โดยเริ่มจากเวลาราว16.00น.ไปถึง19.25น.


เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์การเมือง และหาข้อยุติร่วมกัน โดยฝ่ายนปช.เสนอให้ยุบสภาภายใน2สัปดาห์ ส่วนฝ่ายรัฐบาลยังเบี่ยงว่ามีองค์ประกอบด้านอื่นๆที่ต้องพิจารณา   และนัดชกกันต่อยกสองในเวลาเย็นพรุ่งนี้


ระหว่างที่2ฝ่ายคืออำมาตย์(รัฐบาล)กับประชาชนคนเสื้อแดง(นปช.)เปิดเจรจากันขึ้นนั้น   นักวิชาการที่มีชื่อเสียงนำโดยดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  รวม240นักวิชาการจัดทำแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเตรียมยื่นต่อนายกรัฐมนตรี และนปช.ให้เร่งรัดเจรจากันโดยไวเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง โดยเสนอให้ยึดสายกลางยุบสภาภายใน 3 เดือน จัดเลือกตั้งใหม่ โดยทุกฝ่ายต้องเคารพผลการเลือกตั้ง

ดูรายละเอียดได้ที่ http://thaienews.blogspot.com/

26 มี.ค. 2553

อาลัยและใครคือจุฬาราชมนตรีคนต่อไป?


โดย...สลับฉาก

25 มี.ค.53

นายดำรง สุมาลยศักดิ์ เลขาธิการสำนักจุฬาราชมนตรี และรองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในฐานะบุตรชายของนายสวาสดิ์    เปิดเผยว่า บิดาได้เสียชีวิตด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 13.10 น.ของวันที่ 24 มีนาคม 2553 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ รวมสิริอายุได้ 94 ปี ซึ่งทางสำนักจุฬาราชมนตรี และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย จะมีพิธีญานาซะห์ หรือพิธีละหมาดญานาซะห์ ในเวลา 13.00 น. วันที่ 25 มีนาคม 2553 ที่มัสยิดอัลฮุสนา บริเวณถนนมิตรไมตรี เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ทั้งนี้การที่นำศพของบิดาไปฝังยังมัสยิดดังกล่าว เนื่องจากเป็นสถานที่เกิด

สำนักพระราชวัง แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานดินฝังศพ จุฬาราชมนตรีนำความปลาบปลื้มแก่ครอบครัวสุมาลยศักดิ์  และพี่น้องมุสลิมเป็นล้นพ้น ...


สมเด็จ พระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานดินฝังศพแก่นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรี และทรงมีพระราชปฏิสันถารบุตรชายนายสวาสดิ์ ว่า ในหลวงรับสั่งชื่นชมนายสวาสดิ์ว่าเป็นบุคคลที่ดีมาก ฉะนั้นทายาทควรภูมิใจ สร้างความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้นแก่ญาติพี่น้องและครอบครัวจุฬาราชมนตรี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ
ส่วนบรรยากาศการไว้อาลัยการถึงแก่อนิจกรรม    ของจุฬาราชมนตรีในจังหวัดต่างๆ อาทิ ที่มัสยิดกลางจังหวัดนราธิวาส  นายอับดุลอาซิช เจ๊ะมามะ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด   พร้อมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และผู้นำศาสนา 300 คน    ร่วมทำพิธีละหมาดฆออิบขอพรให้กับผู้เสียชีวิต และวิงวอนขอดุอาร์แก่นายสวาสดิ์ ที่ จ.ยะลา    นายอับดุลเราะแม เจ๊ะแซ ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดยะลา ระบุว่า    คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีหนังสือสั่งการไปยังอิหม่ามประจำมัสยิดทั้ง 470 แห่งในยะลาให้จัดพิธีละหมาดฆออิบ    โดยจะประกอบพิธีละหมาดหลังการละหมาดญุมอัต (ละหมาดวันศุกร์) ด้านชุมชนชาวมุสลิมใน จ.พระนครศรีอยุธยา     ร่วมกันทำพิธีละหมาดฆออิบที่มัสยิดในชุมชนรวม 58 แห่ง    เพื่อเป็นการแสดงความเคารพและแสดงออกต่อจุฬาราชมนตรี 


นายอิมรอน มะลูลีม ประธานคณะกรรมการกลางอิสลามฯ เปิดเผยว่า ขั้นตอนหลังจากนี้มหาดไทยจะแจ้งให้ทราบเพื่อเตรียมความพร้อม ใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยจะเชิญตัวแทนกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 38 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 700 กว่าคนเพื่อคัดเลือกผู้เหมาะสม 5 คน และคัดสรรให้เหลือเพียง 3 คน จากนั้นจะคัดเลือกผู้เหมาะสมที่สุดดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี คาดว่าภายในเดือนต.ค. 2553 จะแล้วเสร็จ ก่อนเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี คนที่ 18 ต่อไป  


นาย ดำรงค์ กล่าวว่า หลังจากผู้เป็นพ่อได้เสียชีวิต ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีก็ว่างลง ท่านก็ไม่ได้สั่งเสียอะไรเกี่ยวกับหน้าที่ เป็นที่ทราบกันว่า หลักการบริหารศาสนาอิสลาม ภายใต้พระราชบัญญัติ เป็นอำนาจเฉพาะตัวไม่สามารถมอบหมายอะไรได้ แต่ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องรักษาการรอส่งมอบงานให้กับจุฬาราชมนตรีคนใหม่


โผแคนนิเดทจุฬาฯ คนต่อไป
ขณะนี้พบว่ามีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มพยายามเสนอตัวเป็นแคนดิเดต ว่าที่จุฬาราชมนตรีคนต่อไป
        สายภาคใต้มาแรง
        1.  นิเดร์วาบา ซึ่ง 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ส่งเข้าประกวด ท่านเป็นอดีตดาโต๊ะยุติธรรมจังหวัดยะลาและอดีตที่ปรึกษานายรัฐมนตรี (พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์)  เจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามอำเภอสายบุรี จ.ปัตตานี  ซึ่งกลุ่มนี้เคยออกมาล่ารายชื่อ และแถลงข่าวเพื่อขอปลดจุฬาราชมนตรีเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จนเป็นข่าวใหญ่โต แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
        2. อาจารย์อาศีล พิทักษ์คุมพล ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ที่หวังลึกๆ กับตำแหน่งนี้เช่นกัน โดยคาดหวังว่า จะได้คณะกรรมการอิสลามจะสายภาคใต้เป็นกำลังหลักที่สำคัญ
        3.  ดร.อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัย อิสลามยะลา  กรรมการคณะมนตรีสันนิบาตมุสลิมโลก (รอบีเภาะฮ์)  ผู้รู้ทางสายวิชาการ ที่มีสายสัมพันธ์กับมุสลิมในระดับนานาชาติ พร้อมกันนั้นได้ฝากผลงานดีเยี่ยมชนิดลืมไม่ลง กับการเป็นอะมิรุลฮัจย์ในปีที่ผ่านมา
สายภาคใต้ หากเสียงแตก และไม่สามารถจับมือกันได้ ก็อย่าคาดหวังว่าจะได้ จุฬาฯ ที่มาจากคนใต้ หรือไม่ก็รอรอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนครับผม
        ภาคกลางจัดทัพฝุ่นตลบ
        ส่วนภาคกลาง และกรุงเทพมานคร จัดทัพกันฝุ่นตลบ มีกลุ่มที่พยายามเสนอตัวเพื่อชิงหลายคน อาทิเช่น
        4.  อาจารย์อรุณ บุญชม ประธานกรรมการกรุงเทพมหานคร เป็นนักวิชาการสายกลาง ที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับในสังคมมุสลิม
        5. อาจารย์ซาฟีอี นภากร  อิหม่ามมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย    ซึ่งคาดว่ามีแรงผลักดันจาก เลขาคณะกรรมการอิสลามคนปัจจุบัน
       6. ศ.ดร.อิมรอน มะลูลีน  บ่อยครั้งที่ท่านได้รับมอบหมายจาก ท่านจุฬาฯ ให้ทำหน้าที่แทน
       7. อาจารย์การีม  วันแอเลาะห์  ได้สร้างผลงานไว้ในเมาลิดกลางแห่งประเทศไทยปีนี้ เป็นตัวแทนท่านจุฬาในการรับเสด็จ
       8. อาจารย์วินัย สะมะอุน  อดีต ส.ว.สรรหาและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

จุฬาราชมนตรีคือผู้นำสูงสุดของมุสลิมไทย    สิ่งสำคัญคือบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนี้ี้    จะต้องเป็นคนดีมีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง     เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีและสามารถเป็นที่พึ่งพาได้   แก่ชาวมุสลิมไทยในอนาคต  


25 มี.ค. 2553

เหลืองส่งลูกน้องออกป่วน

โดย...เกียกกาย..43..

24 มี.ค.53

รูปของนายภุชงค์ กนิษฐชาต   ขณะร่วมชุมนุมกับพันธมิตร พรุ่งนี้นายภุชงค์จะแถลงในนามตัวแทนคนกรุง 1,800 ชุมชนต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดงอ้างเพื่อปกป้องสิทธิคนกรุงเทพฯที่ทนเดือดร้อนจากการชุมนุมของเสื้อแดงไม่ไหว

และจะมีการยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะ เป็นรัฐบาล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และฟ้องศาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)

รูปของสุนันท์ ศรีจันทรา   พันธมิตรเต็มขั้นทั้งช่วงยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน และเคยนำทีมดาวกระจายบุกกระทรวงการคลัง รวมทั้งผูกพันกับพรรคการเมืองใหม่ที่มี"สำราญ รอดเพชรเป็นโฆษกพรรคอยู่      เป็นเพื่อนสนิทของสนธิญาณ หนูแก้ว แห่งสำนักข่าวT-NEWSที่มีบทบาทกล่าวหาว่าเสื้อแดงล้มเจ้าอีกด้วย

สุนันท์ ศรีจันทรา จัดรายการF.M.96.5 FM92.25และโทรทัศน์เนชั่นแชนัล     ใช้สื่อในมือด้วยความคลุ้มคลั่งปลุกปั่นให้เสื้อเหลืองและคนกรุงเทพฯตามปิด ล้อมเสื้อแดงทุกที่และใช้กำลังจัดการได้     เพราะเป็นม็อบรับจ้าง เุถื่อน ถ่อย เมาเหล้าขาว ไม่ได้เป็นม็อบมีอุดมการณ์แบบพันธมิตรที่สุนันท์เคยเข้าร่วม วงการวิตกจะซ้ำรอยวิทยุยานเกราะสมัย6ตุลาฯ และ"วิทยุแห่งความตาย"ที่ปลุกระดมให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันด้า

ทั้งสองคนล้วนเป็นพันธมิตรเหลืองถ่อย    ทำผิดกฎหมายทำลายชาติให้เสียหายยับเยิน   ด้วยการปิดสนามบินหลักทั้งสุววรรณภูมิและดอนเมือง  เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลพักอยู่อาศัย ขโมยของ และทำลายทรัพย์สินในทำเนียบ  บุกยึดสถานีโทรทัศน์NBT  ปิดล้อมสภาผู้แทนตัดน้ำตัดไฟตะโกนขู่ฆ่าผู้แทนในสภา    ถ้าพวกคุณจะออกมาช่วยรัฐบาลก็เชิญ   แต่ไม่มีสิทธิอ้างคนกรุงเทพฯหรืออ้างประชาชน   การออกมาครั้งนี่เลยไม่เนียน   ขาดความเชื่อถือเพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย   หากประเทศเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงตัวเองและพรรคพวกจะเดือดร้อนเพราะทำความชั่วเอาไว้นั่นเอง

ดูรายละเอียดได้ที่  http://thaienews.blogspot.com

23 มี.ค. 2553

นสพ.ใหญ่ต่างประเทศด่าสื่อไทย


โดย...สลับฉาก

23 มี.ค.53

นสพ.ใหญ่ต่างชาติชื่อ The Christian Science Monitor    ซึ่งเป็น นสพ ชั้นแนวหน้าในอเมริกา และมีคนอ่าน ล้วนเป็นปัญญาชนระดับสูงเน้นข่าวต่างประเทศและข่าวสหรัฐ     เคยได้รางวัลพูลิซเซอร์ถึงเจ็ดครั้ง    ข่าวของ นสพ ฉบับนี้มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า washington post และ Newyork Times

นสพ ดังกล่าว ด่าสื่อไทยยับว่าไม่เป็นกลาง โกหก และมีอคติ    คนดูทีวีไทยไม่เคยได้รับรู้ความจริงนอกจากสิ่งที่เผด็จการบอก     ทีวีไทยยกำลังขยายการสร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทย    การประท้วงในประเทศไทยย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง    ทีวีไทยก็ยังแพร่ข่าวไม่หยุดโดยเน้นภาพลบสาพัดของการประท้วง    สื่อของรัฐไม่สนใจประเด็น เศรษฐกิจ สังคมและเบื้องหลังของการประท้วงครั้งนี้ อาทิเช่น ความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่ยุติธรรม

ความแตกต่างของข่าวทั้งสองฝ่ายทำให้คนดูมืดมน บก ทีวีที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะกลัวจะถูกเล่นงาน     บอกเขาว่ารัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว    ซึ่งในสมัยห้าปีของทักษิณก็มีบ้างเหมือนกัน   แต่รัฐบาลนี้มันหนักกว่าเก่ามากเขากล่าว  

ดูบทความเต็มได้ที่  http://www.csmonitor.com/World/Asia-Pacific/2010/0322 /Biased-TV-stations... 


ผมได้ให้ประชาชนจับตาสื่อไทยว่าจะมีสื่อใดกลับเนื้อกลับตัวบ้างหลังวันที่ 14 มีนาคม 2553     ปรากฎว่าสื่อนสพ.หลายฉบับลงข่าวดีขึ้นเล็กน้อย    และหลายฉบับยังเหมือนเดิม    แต่TVยังคงไม่กลับเนื้อกลับตัวยังเหมือนเดิมทุกประการ    ทำนายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า    กรรมจะตามทันพวกคุณทันทีที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย 

เปิดหลักฐานคำสั่งเผด็จการให้ทีวีปิดข่าวเสื้อแดงกำลังชนะ

คน ในวงการโทรทัศน์ช่องเอกชนช่องหนึ่งได้เปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า รัฐบาลได้กำชับมายังผู้บริหารโทรทัศน์ทุกช่องให้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติ ที่จะนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายเสื้อแดง โดยมีหนังสือเวียนมายังกองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

"แจ้งให้กองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าวทุกคนรับทราบและปฏิบัติ

ประเด็นข่าวสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดงที่ผู้บริหารสั่งกำชับ และขอความร่วมมือไม่ให้นำเสนอรายงานออกอากาศ ดังนี้
-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
-ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่
-ห้ามนำเสนอข่าวความเห็นของประชาชนและคนในวงการต่างๆที่สนับสนุนเสื้อแดง
-ห้ามรายงานข่าวที่ยั่วยุสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกไปร่วมชุมนุมใหมากขึ้น
-ห้ามใช้ภาพข่าวเทเลือด ละเลงเลือด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
-ห้ามนำเสนอข่าวประเด็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่างชนชั้น ห้ามใช้คำว่า"สงครามระหว่างชนชั้น","ไพร่"กับ"อำมาตย์"โดยเด็ดขาด

แถลงการณ์นปช ฉบับที่4


โดย...สลับฉาก

23 มี.ค.53

เมื่อวานนี้(22 มี.ค.53)ประมาณเวลา 17.00 น. ณ เวที นปชผ่านฟ้า    นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำกลุ่ม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ประกอบด้วย 

1. ยืนยันให้ยุบสภาทันที คืนอำนาจให้กับประชาชน 
2. ไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใดตามที่มีการกล่าวอ้าง 
3. ยินดีให้มีการเจรจา โดยผู้มีอำนาจเต็มของแต่ละฝ่าย ซึ่งฝ่ายรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจในการยุบสภา 
4. หากมีการยุบสภาแล้ว ให้ทุกฝ่ายสลายตัว และเปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองหาเสียงได้โดยไม่มีการกีดกัน 
5. ให้การเลือกตั้งโดยสุจริตเป็นเครื่องตัดสิน ไม่ว่าผลออกมาเป็นอย่างไรให้ทุกฝ่ายยอมรับ

คุณวีระแถลงว่าเป็นแถลงการณ์ฉบับที่3         จากที่เราได้รายงานเป็นฉบับๆเป็นระยะๆแล้วนั้น    ทางเราขอยืนยันว่าเป็นฉบับที่4

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวหลังจากยกเลิกการเดินทางไปชุมนุมที่กระทรวงสาธารณสุข ในวันพรุ่งนี้(22 มี.ค.53) ว่า นปช.จะตรึงพื้นที่ถนนราชดำเนินไว้ตามเดิม ไม่หลงกลเดินทางไปตามที่เคยประกาศไว้     โดยหากเสื้อแดงเคลื่อนขบวนไปที่กระทรวงสาธารณสุข จะมีการสร้างสถานการณ์ป่วนจากเสื้อแดงเทียม เหมือนกับช่วงสงกรานต์เลือดปีที่แล้ว โดยมีการเคลื่อนกำลังพลทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด ไว้พร้อมตามหน่วยทหารต่างๆ แล้ว 

“เราจะจัดทัพราชดำเนินให้แน่น รอวันเสาร์ที่ 27 มี.ค.จะชุมนุมใหญ่ให้มากกว่าวันเสาร์ที่ 20 มี.ค. รัฐบาลจะประกาศ พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก. ก็เป็นเรื่องของรัฐบาล ถ้าใครมาได้ก็ให้มาที่ราชดำเนิน ถ้ามาไม่ได้ก็ให้ไปที่ศาลากลางจังหวัด"
นาย จตุพร กล่าวว่า วันที่ 27 มี.ค.เสื้อแดงจะเคลื่อนพลไปทั่วกทม.เหมือนวันที่ 20 มี.ค.แต่ยังไม่กำหนดเส้นทาง ซึ่งถือเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่อีกครั้งตามวิถีทางที่เราเชื่อว่าจะได้รับชัย ชนะ

22 มี.ค. 2553

คารวานคารวะคนกรุงเทพฯ


โดย...เกียกกาย 43..

22 มี.ค.53

ขออภัยที่รายงานช้าไปหน่อย   เพราะงอมไปเลยครับหลังจากมีโอกาศเข้าร่วมขบวนคารวาน   เพื่อหาความจริง   ในวันนั้นทั้งเหนื่อยทั้งร้อนแต่ก็อดดีใจและมีความสุขแทนคนเสื้อแดงไม่ได้   ที่ใด้เห็นประชาชนชาวกรุงเทพฯออกมาให้การต้อนรับทั้งสองฝั่งข้างทาง   ของถนนสายต่างๆที่ยาวจากหัวขบวนถึงหางขบวนประมาณแปดสิบกิโลเมตร  

ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นทางฝ่ายรัฐบาลให้ข่าวว่า   คนเสื้อแดงจ้างคนมาเชียร์คนละ 500 บาท   ข่าวนี้ไม่ไช่หวังจะทำลายเครดิตคนเสื้อแดง   ตามประสาคนละข้างกัน   แต่ผลของการให้ข่าวดังกล่าวกับเป็นการดูถูกน้ำใจประชาชนชาวกรุงเทพฯ   ที่เขาทั้งหลายต่างออกมาชื่นชมให้กำลังใจคนเสื้อแดงด้วยความบริสุทธิ์ใจ  

ประชาชนชาวกรุงเทพฯที่เคารพครับ   เมื่อรัฐบาลนี้ดูถูกเราหมิ่นน้ำใจเรา   ว่าเราไปแสดงออกต้อนรับคนเสื้อแดงเพราะถูกจ้างไป   เราเจ็บและเราต้องจำ   และเราจะลงโทษมันอย่างสาสมคือตอนเราออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง   เมื่อวันนั้นมาถึงไช่ไหมพี่น้อง

17 มี.ค. 2553

แถลงการณ์นปช ฉบับที่3


โดย...สลับฉาก

17 มี.ค.53

วันนี้(17มี.ค.53)เวลาประมาณ 18.15 น.   แกนนำนปชทั้งสามคนได้แถลงต่อผู้มาชุมนุมบนเวที   ความว่า   จากสถานการณ์ที่รัฐบาลกระทำ   บีบบังคับให้คนเสื้อแดงหยุดการชุมนุมไปเองภายใน7วัน   เพราะความเมื่อยล้าอ่อนเพียรที่ผจญต่อแดด และฝน   มตินปชจึงต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือคือใช้การชุมนุมยืดเยื้อ  

และจากการเคลื่อนพลไปตามที่ต่างๆ   ไม่ว่าจะเป็นตอนเคลื่อนพลไปราบ11  ไปพรรคปชป  ไปบ้านอภิสิทธิ์   ล้วนแต่ได้รับการต้อนรับอย่างดี   จากพี่น้องชาวกรุงเทพริมสองฝั่งข้างทาง    ดังนั้นในวันเสาร์ที่20มี.ค.53ที่จะถึงนี้    คนเสื้อแดงจะเคลื่อนพลไปตามถนนต่างๆในกรุงเทพมหานคร   เพื่อคารวะขอบคุณคนกรุงเทพฯและเชิญชวน   ให้เข้าร่วมต่อสู้สงครามชนชั้นไพร่โค่นล้มอำมาตยา

สำหรับเสธแดงและสุรชัยนั้น   เนื่องจากมีความคิดเห็นในแนวทางต่อสู้ที่ไม่ตรงกัน   และให้ข่าวที่จะทำให้คนเสื้อแดงสับสน   นปชจึงมีมติว่าให้ต่างคนต่างเดินไม่เป็นเพื่อนร่วมทางกัน

กำลังใจสองข้างทาง



โดย...นายสลับฉาก

17 มี.ค.53

ไม่ว่าคนเสื้อแดงจะเคลื่อนทัพไปไหน   ตั้งแต่วันแรกที่เคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ  เคลื่อนทัพบุกราบ11  และเคลื่อนพลไปสุขุมวิท      ล้วนแล้วแต่ได้รับการต้อนรับจากประชาชนสองข้างทาง    ผิดกับข่าวรัฐบาลที่อ้างว่าคนกรุงเทพฯไม่ต้อนรับ     ภาพข้างต้นเป็นเครื่องยืนยันคำตอบได้ดีว่า อะไรแท้อะไรเทียม  อะไรจริงอะไรเท็จ

16 มี.ค. 2553

ยศจ่าดังกว่ายศผู้กำกับ


โดย...เกียกกาย 43..

16 มี.ค. 53

มีไม่กี่คนหรอกครับที่มีตำแหน่งสูงถึงผู้กำกับ   ยศพันตำรวจเอกแต่ชาวบ้านเรียกจ่าอย่างเคารพ   มันหมายความว่าอะไรถ้าไม่ไช่เพราะคนผู้นี้   เป็นที่รู้จักของชาวบ้านตั้งแต่ยศเป็นจ่า    เข้ากับชาวบ้านช่วยเหลือชาวบ้านทำงานด้วยความจริงใจ   จนอยู่ในหัวใจของชาวบ้านตั้งแต่ยศเป็นจ่า  เขาคือ " พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา " ผู้กำกับฯ " กระดูกเหล็ก "  

หากนับผลการปฏิบัติราชการตรวจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ ปี 2513 จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เป็น " พลตำรวจ"  จนถึงยศ "พันตำรวจเอก  "    เขาได้เข้าทำการปะทะต่อสู้กับโจรก่อการร้าย โจรจีนคอมมิวนิสต์ มาแล้วนับ 100 ครั้ง     สามารถสังหารฝ่ายตรงข้าม ยึดอาวุธปืน  และที่พักเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลในการนำกำลังเข้าปะทะกับโจรก่อการร้ายดังกล่าว   ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บทั้งเล็กน้อยและสาหัส จำนวน 8 ครั้ง เช่นในปี 2519   ได้ยิงปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้าย กลุ่มนายลาเตะ เจาะปันตัง ที่จับกุมตัวตำรวจและครอบครัวไปเรียกค่าไถ่    ที่เทือกเขาเจาะปันตัง อ.บันนังสตา จ.ยะลา ผลการปะทะทำให้ เขา ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขาซ้าย   หน้าอกได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งรักษาตัว รพ.ศูนย์ยะลา    และจากการปะทะในครั้งนี้ทำให้ขาข้างซ้ายแทบพิการ  ..

... นอกจากนี้ พ.ต.อ.สมเพียร  ยังได้รับพระราชทาน และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย เช่น ..
       1.ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้นสอง ประเภทหนึ่ง
       2.ได้รับประกาศนียบัตร " ผู้มีผลงานสู้รบดีเด่น " จากกระทรวงมหาดไทย
       3.ได้รับเข็มรักษาดินแดนสดุดี จากกระทรวงมหาดไทย
       4.ได้รับมอบเกียรติบัตรผู้ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติด้วยความเสียสละ จากองค์การทหารผ่านศึก
       5.ไดัรับประกาศผู้มีผลงานดีเด่นด้านการปราบปราม จากกองบัญชาการตำรวจภูธร 9
       6.ได้รับการคัดเลือกเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนตำรวจภูธร 9 ดีเด่น
       7.ได้รับหนังสือสำคัญ จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต ) ยกย่องเชิดชู เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ด้วยความเข้มแข็งเสียสละ
       8 .ฯลฯ ...



พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา ผกก.สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ได้เขียนบทความพิเศษลงในเว็บไซต์ เรื่อง "มันสายไปแล้ว..ครับท่านกับความเสียใจและความช่วยเหลือแก่ พ.ต.อ.สมเพียร" เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา

ผมได้รับข่าวทางโทรศัพท์มือว่านายกฯพร้อมช่วย ผกก.บันนังสตา  และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลื่อนยศ 7 ขั้น พ.ต.อ.สมเพียร ชดเชย 1.8 ล้านบาท และต้องมีคนรับผิดชอบโยกย้าย   เหมือนจะดูดีในความห่วงใย เหมือนจะต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง    แต่สำหรับผมและตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้...คงไม่ เพราะมันไม่ได้มีค่าอะไร  เมื่อนักรบของชาติคนหนึ่งที่เฝ้ารอและมีความหวังที่ จะได้รับความเมตตา  ความปรารถนาดีเรื่องการตอบแทนให้กับเขาจากผู้บังคับบัญชา.. เขาได้ตายจากพวก เราไปเสียแล้ว และในความเป็นจริง.. หากเขาลุกขึ้นมาพูดได้ เขาก็คงไม่อยากได้แล้ว

ทั้งๆที่พี่เพียรของผมได้พยายาม   ส่งสัญญาณถึงเหล่าผู้บังคับบัญชามาตั้งแต่ วันที่ 19  กุมภาพันธ์ 2553 และเข้ายื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ รรท.ผบ.ตร. ไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเรื่องพี่เพียรต้องทำให้จริงจัง     เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ได้เสียสละทุกคนทุกส่วนราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้    และต้องจุดประกายเรื่องพี่เพียรให้เป็นวาระแห่งชาติ    ที่ทุกส่วนราชการต้องตระหนักในความสำคัญ    และสิ่งที่ควรจะต้องตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปกติเราไม่ค่อยจะเหลือบตามองตำรวจสักเท่าไหล่   เพราะเราพบแต่ตำรวจที่เป็นศัตรูกับประชาชนแต่เป็นขี้ค่าที่ดีของอำมาตย์   เป็นขี้ค่าที่ดีของผู้บังคับบัญชาทั้งๆที่รู้ว่าเป็นคนเลว   แต่สำหรับตำรวจนายนี้เราขอยกเว้นและขอสดุดีว่าเขาเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง   ที่ตำรวจทั้งหลายควรเอาเป็นตัวอย่าง   อย่าทำตัวอย่างหมาหรือสุนัขรับใช้เจ้านายชั่ว   แล้วทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์